
“ฮารุนะ” นวัตกรรมพรีไบโอติค ปรับสมดุลลำไส้ แก้ท้องผูกที่ต้นเหตุ Startup ไทย ด้าน Healthtech เตรียมเดินหน้ารุกตลาดในไทยและต่างประเทศ

‘ทีเส็บ’ ดันไมซ์ไทยแรงต่อเนื่อง เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติเภสัชฯ ครบวงจร ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub
ทีเส็บเดินหน้าสร้างผลงานดันไมซ์ไทยสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง คว้าชัยเจ้าภาพ 3 งานประชุมเภสัชศาสตร์นานาชาติครบวงจรระหว่างปี 2569–2570 มั่นใจดึงดูดเภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนทั้งจากไทยและทั่วโลกกว่า 3,200 คน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 151 ล้านบาท ชูภาพลักษณ์ไทยจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำการประชุมสายการแพทย์ ตอกย้ำความเข้มแข็งของบุคลากรสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยในการร่วมมือกับทีเส็บส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพระดับสากล ช่วยผลักดันนโยบายทีเส็บใช้งานประชุมการแพทย์นานาชาติร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจเป็น National Bidder การร่วมมือกับบุคลากรและองค์กรในสาขาวิชาชีพเภสัชกรรมจนสามารถดึงงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ 3 งานต่อเนื่องกันและมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งกลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร/องค์กร ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมเภสัชศาสตร์แบบครบวงจรเป็นครั้งแรก ถือเป็นผลงานเด่นของอุตสาหกรรมการประชุมนานาชาติของไทย โดยเฉพาะในสายการประชุมด้านการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ เพราะนอกจากสามารถใช้เป็นเวทีพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งในช่วงของการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์และการประกอบการจริงของวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย ยังเป็นเวทีให้ผู้ร่วมงานจากนานาชาติได้มีโอกาสเรียนรู้ศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรไทยในการร่วมมือต่อยอดพัฒนาวิชาชีพนี้ ตอกย้ำจุดยืนของทีเส็บในการใช้การจัดงานไมซ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
“ความสำเร็จในการดึงงานครั้งนี้เป็นผลจากความเข้มแข็งของบุคลากรในสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับวิชาชีพผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศ และทีเส็บได้รับความร่วมมือด้วยดีจากบุคลากรทั้งสามองค์กรของไทย จนสามารถดึงงานทั้งสามงานมาจัดที่เมืองไทย สะท้อนความเข้มแข็งของระบบนิเวศไมซ์ไทยที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติให้เมืองไทยเป็นสถานที่จัดงาน”
งานประชุมนานาชาติเภสัชศาสตร์ทั้งสามงานประกอบด้วย งาน The 71st International Pharmaceutical Students' Federation (IPSF) World Congress 2026 กำหนดจัดวันที่ 29 กรกฎาคม–11 สิงหาคม 2569 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 500 คน และคนไทย 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศราว 33 ล้านบาท เวทีนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์จากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2554 ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นางสาวมัญชรี แสงเมือง-สะกอลละโวล ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ ปี 2025–2026 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า ในนามของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติหรือ International Pharmaceutical Students' Federation ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดงาน IPSF World Congress ปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของคนรุ่นใหม่ของวงการเภสัชศาสตร์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ การได้รับความไว้วางใจจากกว่า 100 ประเทศในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จขององค์กรผู้จัดและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และความร่วมมือด้านเภสัชกรรมและสุขภาพในระดับโลก ดิฉันเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของวิชาชีพเภสัชกรรมให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
นายกฤตภาส มาณะศิลป์ ประธานโครงการ The 71st IPSF World Congress 2026 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน 71st IPSF World Congress 2026 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิชาการ และสาธารณสุขในระดับนานาชาติ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง งานประชุมนี้จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาททางวิชาการของประเทศไทยบนเวทีโลก”
งานที่สองคืองาน The 31st Congress of the Federation of Asian Pharmaceutical Association (FAPA Congress 2026) หรือการประชุมสหพันธ์เภสัชกรรมสมาคมแห่งเอเชีย ครั้งที่ 31 กำหนดจัดวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 6 ครั้ง สะท้อนถึงการยอมรับศักยภาพบุคลากรเภสัชกรรมไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 1,500 คน และคนไทย 500 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 99 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมครอบคลุมทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบวิชาชีพ หน่วยงานกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมยา และภาคการศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร. ภก. พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานการจัดงาน FAPA Congress 2026 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน FAPA Congress 2026 เป็นครั้งที่ 6 เป็นสถิติสูงสุดในบรรดาประเทศสมาชิก สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรเภสัชกรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Pharmacists in Action across Asia” เรามุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน จากมากกว่า 25 ประเทศเข้าร่วมงาน นอกจากจะสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคเอเชียต่อไป”อีกหนึ่งงานสำคัญ คือ Asian Association of Schools of Pharmacy Conference 2027 (AASP 2027) ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี กลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในรอบ 22 ปี หลังจากเคยจัดครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในปี 2005 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–2 กรกฎาคม 2570 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 300 คน คนไทย 200 คน และผู้ร่วมแสดงสินค้า 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 19.8 ล้านบาท
ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร. ภก. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานการจัดงาน AASP 2027 กล่าวว่า “คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ AASP 2027 Conference ครั้งที่ 13 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมทางเภสัชกรรม การเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษา องค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันมาตรฐานการดูแลสุขภาพของไทยให้เทียบเท่าสากล ภายใต้แนวคิด 3Cs: Community, Collaborate, Contribute คณะฯ มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวงการเภสัชศาสตร์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”
“ทีเส็บ ในบทบาทของประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention & Exhibition Hub) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ดังนั้น การที่ประเทศไทยสามารถดึงงานประชุมด้านเภสัชศาสตร์เข้ามาจัดได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำขีดความสามารถทางวิชาการด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย และความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการประชุมในระดับสากล และด้วยเหตุผลดังกล่าวทีเส็บมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนดึงงานระดับโลกของวงการเภสัชศาสตร์อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกับทุกท่านจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวปิดท้ายอุตสาหกรรมยาเป็นหนึ่งในหลักประกันความมั่นคงของสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของประเทศทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย มีหลักประกันด้านสุขภาพและความเสี่ยงของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ องค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมจึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันความปลอดภัยด้านสุขภาพ การเข้าถึงยาของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในภาพรวม
เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ
อึด = ยุทธศาสตร์ที่ 1 Stability สร้างระบบประกันภัยที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับอนาคต การสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. จะปรับบทบาทการกำกับดูแลจากการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” โดยนำข้อมูลและระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงของคนกลางประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเดินหน้าสู่การชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการแอบอ้าง อันเป็นการยกระดับการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” สู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับการเสนอขายจากผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
ประเด็นที่ 2 คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการประกันภัย โดยปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิจากการ “รับเรื่องร้องเรียน” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นทาง” โดยกำหนดตัวชี้วัด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อคุณภาพบริการอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการให้ข้อมูลแก่ประชาชนให้เข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างถูกต้อง และใช้ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มข้อร้องเรียนเพื่อแก้ไขเชิงระบบล่วงหน้า โดยตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงอย่างน้อยร้อยละ 15 และมุ่งยกระดับ “คุณภาพทั้งระบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่ 3 ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสาขาบริษัทประกันภัยในส่วนภูมิภาค โดยเพิ่มการกำกับดูแลตาม Market Conduct สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไป สู่การกำกับดูแลด้าน Market Conduct อย่างเข้มข้น โดยใช้แนวทาง Risk-focused Supervision และข้อมูลข้อร้องเรียนเป็นฐาน ในการประเมิน เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งการเสนอขายอย่างเป็นธรรม (Fair Selling) การพิจารณาสินไหมที่รวดเร็ว โปร่งใส การดูแลลูกค้าหลังการขาย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้รับบริการในมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไทย
ประเด็นที่ 4 ยกระดับความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยผ่านการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าการกำกับดูแลแบบ Group-Wide Supervision อย่างเต็มรูปแบบ โดยบังคับใช้หลักเกณฑ์และกำหนดให้กลุ่ม ธุรกิจประกันภัยรายงานข้อมูลระดับกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความเสี่ยงที่แท้จริง” ของทั้งกลุ่มธุรกิจ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ (Domino Effect) อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถ จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 5 ผลักดันให้เกิด Insurance Community และยกระดับไทยสู่ ASEAN Insurance Hub โดยสร้าง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยง “คน ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ” ระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และ ภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนา Innovation Center และส่งเสริม InsurTech ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพและจัดทำ Insurance Learning Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ของอุตสาหกรรม อันจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านประกันภัยของภูมิภาค (ASEAN Insurance Hub) ในระยะยาว
รับ = ยุทธศาสตร์ที่ 2 Resilience ระบบประกันภัยสามารถรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ซึ่งเป็น “กันชนทางการเงิน” สำคัญของระบบ ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมทั้งพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่แห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายในอนาคต ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมั่นคง
ทั่ว = ยุทธศาสตร์ที่ 3 Inclusion ผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงและรองรับสังคมสูงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โดยขยายการใช้จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้ข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก โปร่งใส ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย และยกระดับระบบประกันภัยไทยสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นที่ 2 ยกระดับพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายว่า “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกฎหมาย” โดยขยายโมเดลต้นแบบสู่ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ พ.ร.บ. เป็น “หลักประกันพื้นฐาน” ที่ประชาชนพึ่งพาได้ และช่วยลดความสูญเสียของประเทศในระยะยาว
ประเด็นที่ 3 เสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัยให้แก่สื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านการประกันภัยที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ โดยต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 87 คน และเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Reunion และเปิดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรและ Workshop สำหรับสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านประกันภัย กฎหมาย และบทบาทการกำกับดูแล นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “น้องพิทักษ์ (PITAK)” มาสคอตประจำสำนักงาน คปภ. เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้มากขึ้น และสามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการ สร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างมั่นใจ
ล้ำ = ยุทธศาสตร์ที่ 4 Technology&Data-Driven ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมี ความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การพัฒนา AI เทคโนโลยีดิจิทัล และ Open Insurance เพื่อการกำกับดูแลยุคใหม่ โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดัน Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแล การพัฒนากลไกรองรับภัยพิบัติ การขยายการเข้าถึงระบบประกันภัย หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน การได้รับความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐานและสามารถพึ่งพาได้จริง “เพราะประกันภัยไม่ใช่เพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของชีวิต เศรษฐกิจ และประเทศ” และขอขอบคุณสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูล นโยบาย และทิศทางการพัฒนา ระบบประกันภัยไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ เข้าถึงการประกันภัยอย่างเหมาะสม และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน และเป็นหลักประกันสำคัญในการดูแลประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพ
ประเทศสาธารณรัฐตูนีเซีย Republic of Tunisia
บนสุดของทวีปแอฟริกาเหนือ เปี่ยมด้วยมนต์ขลังทาง
วัฒนธรรม ผสมผสานร่องรอยอารยธรรมโบราณตั้งแต่ยุค
กรีก และโรมัน ดินแดนแห่งความหลากหลาย
:-เชื่อสายตากับภาพวิลล่า และมาริน่าที่เรียงรายไปด้วยเรือ
ยอชต์ลําหรู ส่วนตอนใต้ จะตรึงคุณไว้ด้วยความงดงามของทะเลทราย แคนยอน โอเอซิส และเรื่องเล่าขานจาก(ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ทั้งหมดนี้คือขุมทรัพย์เส้นทางซึ่งจะมอบ) ประสบการณ์
ร้านชานม Pearly สลัดภาพร้านลับในปั๊ม พลิกโฉมใหญ่รอบ 13 ปี ส่ง "น้องเพิร์ลลี่" ปักหมุดแลนด์มาร์คเสริฟความสดชื่นทั่วไทย
ยืนหนึ่งวัตถุดิบคุณภาพ - โลเคชั่น มัดใจลูกค้า
ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ Pearly เริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2555 ภายใต้จุดเด่น คือ การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากใบชาพรีเมี่ยม ชงสดใหม่แก้วต่อแก้ว รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ผสมผสานลงตัวกับไข่มุกที่มีความ นุ่ม หนึบ สามารถครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนานมาพร้อมเมนูที่หลากหลาย ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก เริ่มต้น 29 – 59 บาท
แบรนด์ชานมไข่มุก Pearly ยังมีความโดดเด่นด้านโลเคชั่น เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station-Jiffy) ทั่วไทย ปัจจุบันเปิดให้บริการบนทำเลศักยภาพทั้งหมดกว่า 70 สาขาทั่วประเทศแบ่งเป็นร้าน Coco (Company Owned Company Operated) ที่บริษัทฯดำเนินการเอง 54 สาขา และแฟรนไชส์อีก 22 สาขา โดยยังคงเปิดบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบสาขาของบริษัทและแฟรนไชส์ เพื่อตอบโจทย์ความสดชื่น สะดวก อร่อยอย่างมีคุณภาพ รับเทรนด์ Grab & Go ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตสูงในประเทศไทย หรือจะสั่งความสดชื่นส่งตรงถึงบ้านผ่าน Delivery Grab food, Line man หรือ Shopee Food พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษเช่นกัน
นอกจากนั้น Pearly เป็นแบรนด์ร้านชาที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค นอกเหนือจากเมนูที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีเมนูที่ Pearly ร่วม คอลแลป (Collab) กับแบรนด์ดัง อาทิ โอวัลติน, ดอยคำ, โอรีโอ้, กูลิโกะ และนมทางเลือกสุขภาพอย่าง OATSIDE (โอ๊ตไซด์) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างสีสันและความสุข เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับการดื่มชา ตอกย้ำคุณค่าและความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา
ส่ง น้องเพิร์ลลี่ มอบความสุข สดใส ตลอดทั้งปี
ในปีนี้แบรนด์ มุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้า ด้วยการส่งแบรนด์ไอคอน “น้องเพิร์ลลี่” มาพร้อมแคมเปญทางการตลาดที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับลูกค้าตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Awareness) ให้ขยายไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) และสร้างความผูกพันและใกล้ชิดต่อแบรนด์ผ่านสุขและความประทับใจ (Emotional Bond)
Awareness: แบรนด์ Pearly จะส่งมาสคอต “น้องเพิร์ลลี่” ไปพร้อมกับการสื่อสารแบรนด์และการจัดแคมเปญ ต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Facebook, TikTok และ Line OA โดยชูความน่ารัก สดใส เป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพและความปรารถนาดีส่งต่อไปยังทุกคนที่ได้พบเห็น
Frequency: กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Loyalty Promotion เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำด้วยการเพิ่มคุณค่า ภายใต้แนวคิด “ยิ่งดื่ม ยิ่งคุ้ม” ผ่านโปรแกรมสะสมแต้ม และ Blue Card เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย
Emotional Bond: ตอบรับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Fandom ด้วยสินค้าและของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษจาก “น้องเพิร์ลลี่” พร้อมเมนูเซอร์ไพรส์จากน้องเพิร์ลลี่ในโอกาสต่าง ๆ
คุณพรรณวดี กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์การรีแบรนด์ Pearly ในคอนเซ็ปต์ Fresh & Friendly ในปีนี้ ผู้บริโภคจะได้พบกับความน่ารัก สดใส และเป็นมิตรจากน้องเพิร์ลลี่ ที่จะมาส่งมอบในเทศกาลสำคัญๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลา แห่งความสุขไปด้วยกันตลอดทั้งปี อาทิ “เพิร์ลลี่อินเลิฟ เสริฟความสดชื่น ฉลองเดือนแห่งความรัก” สร้างสีสัน วาเลนไทน์ให้หวานฉ่ำสดใสยิ่งกว่าเดิม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569 พิเศษสุด ๆ กับหมอนซุกมือน้องเพิร์ลลี่สุดน่ารัก แลกซื้อได้เพียง 299 บาทเท่านั้น เมื่อซื้อเครื่องดื่มกลุ่มราคา 39 บาทครบ 2 แก้ว พร้อมเครื่องดื่มคอลเลกชัน ”เลิฟ” กับ 4 เมนูใหม่ ในราคาเริ่มต้นเพียง 45 บาท เป็นต้น และเรายังมีโปรโมชั่นแจกพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ ตลอดทั้งปี
“การรีแบรนด์ Pearly ในปีนี้ จะช่วยสร้างสีสันและความสุขให้กับลูกค้า เรายังคงตั้งใจส่งมอบประสบการณ์ การดื่มชาระดับคุณภาพ และสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจให้กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคน อีกทั้งเป็นการขอบคุณแฟนคลับของ Pearly ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอด 13 ปีที่ผ่านมา พร้อมการประกาศว่า Pearly ยังคงเป็นแบรนด์ ชาที่มุ่งเน้นทั้งคุณภาพ และการสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง” คุณพรรณวดี กล่าวในตอนท้าย
สนใจแฟรนส์ไชส์ร้าน Pearly สามารถติดต่อได้ที่ 081-7529032 และติดตามกิจกรรมพิเศษแจกของพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ และโปรโมชันพิเศษ ได้ที่ Fanpage Pearly เพิร์ลลี่และ Line@pearlytea
อย. รุกสร้าง “Health Literacy” เสริมเกราะคนไทยสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ มุ่งสู่สังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน
วันที่ 19.01.2569
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้าง “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)” มุ่งยกระดับทักษะคนไทยให้ “เข้าถึง-เข้าใจ-ตรวจสอบ-ใช้จริง” เน้นทักษะพื้นฐานสำคัญ เช่น การอ่านฉลาก การตรวจสอบเลข อย. และการรู้เท่าทันโฆษณาโอ้อวดเกินจริงบนโลกออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างปลอดภัย
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลผ่านสื่อออนไลน์และ Social Media ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงและข่าวปลอม อย. ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันให้ผู้บริโภค จึงได้เร่งพัฒนาสื่อความรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย เข้าใจง่าย ทั้งคลิปวิดีโอ และอินโฟกราฟิก เผยแพร่ผ่านทุกแพลตฟอร์มของ FDAThai (Facebook, TikTok, YouTube, LINE OA)
พร้อมกันนี้ ได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ได้แก่ เครือข่าย อย.น้อย, โครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ (บวร.ร.) และ อสม. เพื่อกระจายความรู้ที่ถูกต้องลงลึกถึงระดับชุมชน ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มวัย ชูวิสัยทัศน์ “FDA On Health Up” คุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก นอกจากการให้ความรู้ อย. ยังมุ่งเน้นระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่ทันสมัย (Smart Regulation) โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงให้ประชาชนสามารถ ตรวจสอบสถานะเลข อย. และผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ด้วยตนเองอย่างสะดวกรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวัง และจัดการโฆษณาผิดกฎหมายเชิงรุก เพื่อตัดวงจรข้อมูลเท็จที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน
สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ผ่านทาง:
Facebook / TikTok / YouTube / LINE: @FDAThai
สายด่วน อย. 1556
“รวมพลังคนไทย รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน”
สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร ร่วมสนับสนุนบูทสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ปรุงอาหารพระราชทาน แจกจ่ายผู้เข้าเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2568
สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมสนับสนุนและปฏิบัติภารกิจจิตอาสา ณ บูทของ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
โดยร่วมกันปรุงและจัดเตรียม อาหารสุกใหม่ พร้อมติดป้ายแสดงข้อความว่า
“อาหารพระราชทาน” เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้เดินทางมาเข้าเคารพพระบรมศพ
สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
กิจกรรมในครั้งนี้ สโมสรฯ ได้ร่วมสมทบอาหารในหลากหลายหมวด รวมถึง
อาหารฮาลาล เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม
พร้อมทั้งจัดเตรียม ขนมและอาหารว่าง แจกจ่ายเพิ่มเติม
ด้วยความตั้งใจให้ประชาชนได้รับอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ อิ่มกาย และอิ่มใจ
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ สำรวม และความสามัคคี
การดำเนินงานได้รับการนำโดย
พญ.รุ่งไพลิน รัตนชีวร นายกก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร
ร่วมด้วย
นายศรีสองรัก ชัยสิทธิ์ (นายกรับเลือก)
นางโสมาวรรณ สวัสดิรักษ์ นายกนอมินี
พร้อมด้วยโรทาเรียนและผู้ร่วมสนับสนุน ได้แก่
โรทาเรียนสุทธิ์คุณ วันทานุ, คุณเอิร์ธ สายสว่าง,
คุณวิภาณฎา กุลสุจริต นายกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร,
คุณเบญจรงค์ โกมะหะวงศ์ จากครัวคุณต๋อย,
คุณตรีพัชญ์ มหากิจวิวัฒน์, และ คุณณัฐณิชชาฐ์ มหากิจวิวัฒน์
สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานครขอร่วมแสดงความจงรักภักดี
และขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง
พร้อมยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการบริการเพื่อสังคม
ตามหลัก “Service Above Self”
ด้วยการร่วมแรงร่วมใจทำความดีเพื่อส่วนรวม
ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันสำคัญของชาติไทย
































































