IF เหล็กเส้นด้อยคุณภาพจริงหรือ? เหตุเตาหลอมผลต้องพิสูจน์ สงบศึกมาตรฐานเหล็กไทย ชี้ชะตาความปลอดภัยอาคาร

นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF: Induction Furnace) ให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าว พร้อมเผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมเรื่อง “เหล็กเส้นจากเตาหลอมไฟฟ้า (IF) ด้อยคุณภาพจริงหรือ?” โดยนำเสนอหลักการทางโลหะวิทยา กระบวนการผลิต และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างให้แก่วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้บริโภค

จิรายุ สายแสงทอง

บทวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นไม่ควรพิจารณาจากประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณากระบวนการผลิต การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล ตลอดจนผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โดยต้องตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดสำหรับการใช้งานจริง

เตาหลอม IF

1. เตาหลอม IF และเตาปรุงน้ำเหล็ก LRF มีหน้าที่แตกต่างกัน   

นายจิรายุ สายแสงทอง อธิบายว่า เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลอมวัตถุดิบให้กลายเป็นน้ำเหล็ก ขณะที่การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและการปรับคุณภาพน้ำเหล็กอาจต้องอาศัยกระบวนการปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง เช่น เตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Refining Furnace: LRF) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบกระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานแต่ละแห่ง

บทวิเคราะห์ชี้ว่า การประเมินความสามารถของโรงงานจึงควรตรวจสอบว่ามีขั้นตอนและอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับคุณภาพเหล็กที่ต้องการหรือไม่ รวมถึงมีระบบตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีและควบคุมสิ่งเจือปนในน้ำเหล็กอย่างไร ไม่ควรสรุปว่าเหล็กจากเตาหลอมชนิดใดมีคุณภาพสูงหรือต่ำกว่าโดยไม่มีข้อมูลการผลิตและผลทดสอบประกอบ

การผลิตเหล็ก IF

2. คุณสมบัติความเหนียวและความเปราะเกี่ยวข้องกับหลายขั้นตอนการผลิต

ในประเด็นความเหนียวและความเปราะของเหล็กเส้น บทวิเคราะห์ระบุว่า คุณสมบัติของเหล็กขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งองค์ประกอบทางเคมี ปริมาณและลักษณะของสิ่งเจือปน กระบวนการหล่อ กระบวนการรีดร้อน และการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการผลิต

กระบวนการปรับปรุงสมบัติทางความร้อนและเชิงกล (Thermo-Mechanical Treatment: TMT) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณสมบัติของเหล็กเส้น โดยโรงงานต้องควบคุมกระบวนการให้เหมาะสมกับเกรดเหล็กและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

สำหรับการใช้สารปรับสภาพสิ่งเจือปน เช่น แคลเซียมซิลิคอน (Calcium-Silicon: Ca-Si) อาจช่วยปรับลักษณะของสิ่งเจือปนในเหล็กได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าสามารถกำจัดความเค้นหรือความเปราะได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเหล็ก วิธีการเติมสาร และการควบคุมกระบวนการผลิตด้วย

ดังนั้น หากพบเหล็กเส้นที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากกระบวนการผลิตและผลทดสอบ เพื่อระบุสาเหตุอย่างเป็นระบบ แทนการสรุปจากประเภทเตาหลอมเพียงปัจจัยเดียว

เหล็กเส้นก่อสร้าง IF

3. มาตรฐานสากลกับการตรวจสอบคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้าง

     บทวิเคราะห์อ้างถึงมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ISO 6935-2 สำหรับเหล็กเสริมคอนกรีตชนิดเหล็กเส้นข้ออ้อย และ ASTM A706/A706M ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับเหล็กเส้นเหล็กกล้าผสมต่ำที่ใช้เสริมคอนกรีต โดยให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางกลและองค์ประกอบทางเคมีตามขอบเขตของมาตรฐานแต่ละฉบับ  

ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ระบุว่า ISO 6935-2 ครอบคลุมข้อกำหนดทางเทคนิคของเหล็กเส้นข้ออ้อย และเปิดให้ผู้ผลิตเลือกกระบวนการผลิตได้ ส่วน ASTM A706/A706M มีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกล องค์ประกอบทางเคมี และการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามประเภทที่มาตรฐานครอบคลุม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐาน IS 1786 ของสำนักมาตรฐานอินเดีย (Bureau of Indian Standards: BIS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล็กเส้นข้ออ้อยกำลังสูงสำหรับงานเสริมคอนกรีต โดยรายละเอียดเกณฑ์ยอมรับต้องตรวจสอบจากมาตรฐานฉบับที่ใช้จริงและเกรดเหล็กที่ระบุในเอกสารรับรอง

สำหรับเหล็กที่ต้องการคุณสมบัติเหมาะสมกับงานโครงสร้างที่ออกแบบให้รองรับแรงแผ่นดินไหว วิศวกรควรตรวจสอบข้อกำหนดของโครงการ เกรดวัสดุ ผลทดสอบแรงดึงและการยืดตัว ตลอดจนเอกสารรับรองคุณภาพที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้ค่าตัวเลขเพียงค่าเดียวเป็นหลักประกันว่าเหล็กเส้นจะต้านทานแผ่นดินไหวได้ เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับทั้งคุณสมบัติวัสดุ การออกแบบโครงสร้าง รายละเอียดการเสริมเหล็ก และคุณภาพการก่อสร้าง

เหล็ก IF Green Steel

4. นโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนปี 2017 และแนวคิด Green Steel

บทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในปี 2017 โดยเสนอว่า การทำความเข้าใจมาตรการในช่วงเวลาดังกล่าวควรพิจารณาบริบทของการจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินและการปราบปรามกำลังการผลิตที่ผิดกฎหมายควบคู่กัน ไม่ควรนำมาตรการดังกล่าวไปสรุปโดยปราศจากหลักฐานว่าเป็นการปิดเตา IF ทุกประเภทเพราะเทคโนโลยีไม่มีมาตรฐาน

สำหรับแนวคิดเหล็กสีเขียว (Green Steel) การใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิตอาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ระดับการปล่อยคาร์บอนจริงขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และระบบควบคุมมลพิษของโรงงานแต่ละแห่ง การกล่าวว่าเตา IF ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ากระบวนการอื่นจึงควรมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ใช้ขอบเขตการประเมินเดียวกันมาสนับสนุน

คุณภาพเหล็กเส้น IF

บทสรุป: คุณภาพเหล็กเส้นต้องยืนยันด้วยผลทดสอบและระบบควบคุมการผลิต

นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) นำเสนอข้อคิดเห็นว่า การประเมินคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างควรอาศัยหลักวิศวกรรมและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยพิจารณาทั้งกระบวนการหลอมและปรุงน้ำเหล็ก การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี การรีดร้อน การทดสอบคุณสมบัติทางกล และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การยืนยันว่าเหล็กเส้นล็อตใดมีคุณภาพเหมาะสมกับงานก่อสร้างหรืองานที่ต้องคำนึงถึงแรงแผ่นดินไหว ต้องอาศัยผลทดสอบจากตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ เอกสารรับรองที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และการประเมินตามมาตรฐานที่ใช้กับโครงการนั้น ๆ ผู้เกี่ยวข้องจึงควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจนำเหล็กไปใช้งาน

เอกสารมาตรฐานและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

ISO 6935-2: Steel for the reinforcement of concrete — Part 2: Ribbed bars

ASTM A706/A706M: Standard Specification for Deformed and Plain Low-Alloy Steel Bars for Concrete Reinforcement

IS 1786: High Strength Deformed Steel Bars and Wires for Concrete Reinforcement

รายงาน SME Technical Report (2026) เรื่อง Secondary Refining Technologies in Induction Furnace Steelmaking (IF+LOD+LRF Route)

บทความวิชาการที่ระบุรหัส PMC13257491 เรื่อง Microstructure and Mechanical Evaluation of Induction Furnace Rebars & TMT Processing

#เหล็กเส้นก่อสร้าง #เหล็กเส้นIF #เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า #วิศวกรรมโครงสร้าง #วัสดุก่อสร้าง #มาตรฐานเหล็กเส้น #เหล็กต้านแผ่นดินไหว #GreenSteel

Share:

GIT ฉลองครบรอบ 20 ปี เวทีออกแบบเครื่องประดับโลก ผนึกเวทีพลอยเจียระไนโลก ดันไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับสากล สะท้อนพลังนักสร้างสรรค์และช่างฝีมือไทย

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลกประจำปี 2569 ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ได้แก่ การประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 20 (GIT's 20 th World Jewelry Design Awards 2026 ภายใต้หัวข้อ "Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry" และการประกวดพลอยเจียระไนโลก ครั้งที่ 2 GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 ภายใต้แนวคิด "Facet Alchemy" 

การจัดงานทั้งสองไม่เพียงเป็นการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลอันทรงเกียรติ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เป็นประธานในพิธี เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลกได้เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วโลกได้แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง "Soft Power" ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศผ่านเครื่องประดับ 

ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งสองโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก

GIT's World Jewelry Design Awards ในวาระครบรอบ 20 ปีนี้ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 944 ผลงาน จาก 39 ประเทศ สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดการประกวด แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 477 ผลงาน และจากประเทศไทย 467 ผลงาน 


ปีนี้ผู้เข้าประกวดได้รับโจทย์ให้สร้างสรรค์คอลเลกชันเครื่องประดับอย่างน้อย 3 ชิ้น ที่ผสานความงามอันคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้ากับวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำสู่อนาคต โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย จีน อิตาลี และฮ่องกง ร่วมตัดสิน ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุด

ผลการประกวด GIT's World Jewelry Design Awards 

นางสาว กาญนิกา พรมอินทร์ คว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงานชื่อ Golden Bloom : The Flourishing Legacy รางวัล 3000 usd + โล่พระราชทานฯ

นายอำพล แตระพรพาณิชย์ รองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัล ละ 2,000 usd 

นางสาว เนตรนภา ส่งเสียง รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัล ละ 1,000 usd

นาย เอนก เมืองนา รางวัลชมเชย รางวัล ละ 500 usd 

นาย ถกล เก่งการช่าง รางวัล popular design award รางวัล 500 usd

ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด "Facet Alchemy" ได้รับผลงานรวม 69 เม็ด แบ่งเป็นประเภทพลอยเนื้อแข็ง (Hard Gemstone) 24 เม็ด และประเภททั่วไป (Open Category) 45 เม็ด ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ 

ผลรางวัลการประกวด GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 4 รางวัล 

นาย ภูเบศ สินสวัสดิ์ รางวัลชนะเลิศ พลอยเนื้อแข็ง 2,000 USD พร้อมโล่พระราชทาน

นาย นิรินาทย์ เธียรวรโชค รางวัลรองชนะเลิศ พลอยเนื้อแข็ง 1000usd

นายสรรเพชญ พนัสเจริญ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 พลอยเนื้อแข็ง 500 usd 

นางสาว ศิริทิพา สุวรรณผล รางวัลชนะเลิศด้าน ความคิดสร้างสรรค์ ประเภทพลอยทั่วไป 500 usd

แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก 

GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม 

อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลก


Share:

เปิดใจ “เจ้าของสวนสยาม” มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน?


เปิดใจ “เจ้าของสวนสยาม”

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ 

สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน?

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดใจถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังอุทกภัยครั้งรุนแรงทำให้พื้นที่สวนน้ำและสวนสนุกทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ต้องหยุดให้บริการอย่างน้อยครึ่งปี ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท

46 ปีที่ผ่านมา สวนสยามสร้างความสุขและความทรงจำให้คนไทยมาหลายรุ่น แต่วันนี้…สถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือ กลับต้องจมอยู่ใต้น้ำต่อหน้าต่อตา พร้อมอนาคตของพนักงานและครอบครัวหลายพันชีวิตที่ฝากไว้กับสวนแห่งนี้



ดร.ไชยวัฒน์ ส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมายังสวนสยาม และวอนขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อลมหายใจให้สวนสยามได้มีโอกาสฟื้นกลับมาเปิดประตูต้อนรับคนไทยอีกครั้ง เพราะสำหรับชายคนนี้ สวนสยามไม่ใช่เพียงธุรกิจ .....แต่คือทั้งชีวิตและจิตใจ

จากสถานที่แห่งความสุขที่อยู่คู่คนไทยมา 46 ปี วันนี้เหลือเพียงคำถามว่า…สวนสยามจะกลับมาได้อีกครั้ง หรือจะต้องเหลือไว้เพียงความทรงจำ

ลิ้งค์ เพื่อรับชมคลิป

https://www.youtube.com/watch?v=bclRiHHdadA





Share:

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 095 469 4415
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก