NIA เปิดรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ปี 2564 พร้อมเร่งเครื่องเดินหน้าขับเคลื่อนไทยก้าวสู่ ‘ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ’

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมแหล่งความรู้ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลให้แก่กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพ สำหรับใช้เป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวหน้า ซึ่งล่าสุด NIA ได้ริเริ่มและจัดทำ ‘รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564’ ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลภาพรวมภูมิทัศน์ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ให้มีความสามารถในการประกอบธุรกิจรวมถึงแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น เพื่อเร่งสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า “รายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 เป็นรายงานฉบับที่ 4 ที่ได้จัดทำต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 โดยได้รับความร่วมมือจากประชาคมกว่า 300 ราย ทั้งกลุ่มสตาร์ทอัพไทยและต่างชาติ นักลงทุน ภาคการศึกษา ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู่การสร้างนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในเร็ววัน นอกจากนี้ NIA ยังเปิดโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม การสนับสนุนงานวิจัย การอบรมพัฒนาด้านทักษะหลากหลายด้าน รวมถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สตาร์ทอัพไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับรายงานฉบับนี้ ได้สรุปข้อมูลที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมข้อแนะแนะ 4 ด้าน ประกอบด้วย 

1) ความพร้อมของกำลังคน (Manpower Readiness) โดยผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ขาดทักษะในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยียังมีจำนวนไม่เพียพอ อีกทั้งสตาร์ทอัพเองไม่สามารถจ้างแรงงานที่มีฝีมือด้านเทคโนโลยีที่มีฐานเงินเดือนสูงได้ จึงเสนอแนะให้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มชุมชนออนไลน์เพื่อเข้าถึงแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะฝีมือด้านเทคโนโลยี พัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการได้รับเงินสนับสนุนค่าจ้างพนักงานบางส่วนจากรัฐบาลเพื่อช่วยแบ่งเบาต้นทุนของสตาร์ทอัพ

2) แหล่งเงินทุน (Source of Funding) สตาร์ทอัพยังไม่มีแผนการเงินและแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการประเมินมูลค่าบริษัทในระยะยาว อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่สนใจลงทุนเฉพาะบางธุรกิจเท่านั้น ทำให้บางธุรกิจที่ไม่ได้รับความนิยม หาแหล่งเงินทุนได้ยาก สตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นไม่ได้รับการส่งเสริมที่มากพอ จึงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์เพื่อนำมาต่อยอดการทำธุรกิจได้ จึงมีข้อเสนอให้สนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคู่มือการระดมทุนเพื่อกำหนดทิศทางทั้งระบบนิเวศ สร้างแพลตฟอร์มรวบรวมและประชาสัมพันธ์ข่าวสารการระดมทุนจากในประเทศและต่างประเทศ 

 3) การหากลุ่มลูกค้าและการขยายธุรกิจ (Growth & Scalability) สตาร์ทอัพยังขาดประสบการณ์ในการติดต่อกับกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการตลาดและการทำธุรกิจในต่างประเทศ ขาดการวางแผนการเงิน เพื่อหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในกรุงเทพและภูมิภาค สนับสนุนการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ พร้อมทั้งผลักดันสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ระบบการค้นหาในตลาดโลกเพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลก

 4) การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ (Support from Government & Partners) พบว่าภาครัฐควรมีนโยบายเพื่อผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเป็นผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง อีกทั้งควรสนับสนุนด้านเงินทุน รวมถึงการสร้างเกณฑ์คุณสมบัติในการรับทุนที่เอื้อต่อทุกธุรกิจของวิสาหกิจเริ่มต้น จึงมีข้อเสนอแนะให้เกิดการเชื่อมโยงโครงการของภาครัฐเพื่อสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพสู่การเป็นยูนิคอร์นในประเทศไทย สร้างฐานความรู้งานวิจัย ส่งเสริมการพัฒนาเขตพื้นที่นำร่องย่านนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่รัฐดิจิทัล (Digital Government) และพัฒนาหลักเกณฑ์หรือระเบียบทางราชการให้มีความคล่องตัว โดยอาศัยการเข้าถึงบริการจากภาครัฐด้วยเทคโนโลยี (Gov Tech) เป็นตัวเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกในการทำงานแทนที่การติดต่อและเข้าถึงภาครัฐแบบเดิม ควบคู่ไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีพลเมือง (Civic Tech) นำเทคโนโลยีมาเชื่อมความสัมพันธ์กับภาครัฐ ให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนโยบายของรัฐบาลหรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้เข้าถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้

นอกจากนั้นจากรายงานฉบับนี้ยังได้วางแนวทางให้สตาร์ทอัพในด้านการใช้ความสามารถในการประกอบธุรกิจและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกด้าน เพราะธุรกิจสตาร์ทอัพจะถูกนำไปใช้ประกอบการการวางแผนส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทย โดยคณะกรรมการวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติในอนาคตภายใต้ 4 แนวทาง คือ

Build up awareness – การสร้างความตระหนักรู้ และการรับรู้เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เติบโตขึ้น ทั้งการสร้างศูนย์กลางแห่งการประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนสื่อสาธารณะให้รับรู้และเข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพ 

Ease of Doing Business - การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสตาร์ทอัพ ทั้งเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว การรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติสำหรับสตาร์ทอัพเพื่อนำมาวิเคราะห์จัดทำมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาย่านนวัตกรรมเพื่อรองรับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

Strengthen Ecosystem – การส่งเสริมการบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเริ่มตั้งแต่การปฎิรูประบบการศึกษาเพื่อสนับสนุนการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพในเด็กรุ่นใหม่ การวางแนวทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ไปจนถึงการสร้างสถาบันสนับสนุนผู้ประกอบการ

Incentives & Supports – การออกมาตรการสนับสนุนโดยภาครัฐทั้งด้านการเงิน/การคลังแก่สตาร์ทอัพ การวางแนวทางผ่อนปรนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย การปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้เหมาะสมกับการพัฒนาและการเติบโตของสตาร์ทอัพ และการวางแนวทางสนับสนุนการจัดเรตติ้งเทคโนโลยี และการค้ำประกันสินเชื่อเทคโนโลยี

ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน “ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศไทย” ก้าวสู่ปีแห่งความท้าทายจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบให้ทุกส่วนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ก็เป็นโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ปรับบริการและเพิ่มธุรกิจใหม่ที่เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce และ Online Service อย่าง Food Delivery ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก รวมถึง Online Education Platform และ Digital Content ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของ TECHSAUCE STARTUP DIRECTORY ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขการระดมทุนในปี 2563 มีมูลค่ากว่า 369 ล้านดอลล่าสหรัฐ จากการลงทุน 36 ครั้ง นับว่าเป็นปีที่การระดมทุนมีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย 

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด แต่สตาร์ทอัพของไทยก็ได้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับยูนิคอร์นด้วยเงินระดมทุนสูงถึงระดับ 100 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพไทยในระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นที่มีโอกาสก้าวไปสู่ระดับ Regional Player ได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี 2564 ได้ที่เว็ปไซต์ www.startupthailand.org

Share:

ททท.ผนึก Travel Radio จัด 12 หลักสูตร 12 เนื้อหา เทคนิคดิจิทัล เพื่อผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว

ททท. ผนึก Travel Radio FM 91.5 และ Blogtech Academy จัด 12 หลักสูตร 12 เนื้อหา ศาสตร์ออนไลน์เสริมสร้างทักษะและเทคนิคความรู้ด้านดิจิทัล ให้พร้อมในยุค New Normal จาก 8 โค๊ชออนไลน์สุดฮอตแห่งยุค เพื่อผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป  

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกความร่วมมือกับสถานีวิทยุเพื่อการท่องเที่ยว Travel Radio FM 91.5 และสถาบันสอนเทคนิคออนไลน์ Blogtech Academy จัดอบรมให้ความรู้ทางด้านศาสตร์ออนไลน์และความรู้ด้านดิจิทัล ให้แก่สถานประกอบการด้านท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ เพื่อให้มีความพร้อมในการปรับตัว รองรับการท่องเที่ยวในรูปแบบ New Normal จาก 8 โค๊ชออนไลน์สุดฮอตแห่งยุค เพื่อผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป กับสาระความรู้ที่ทำให้คุณไม่ตกเทรนด์ดิจิทัล 

ทั้งนี้เพื่อมุ่งเสริมสร้างทักษะความรู้เมื่อการท่องเที่ยวยังต้องไปต่อในยุคโควิด-19 และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “SOS แคมเปญ (Save Our Stakeholder)” เพื่อเปิดรับฤดูท่องเที่ยวสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และนักท่องเที่ยวในประเทศ โดยร่วมช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เตรียมความพร้อมจากสาระความรู้เทคนิคดิจิทัล 

โดยจะมีการจัดบรรยายรวม 12 ครั้งๆ ละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ สามารถรับฟังได้ทางสถานีวิทยุ Travel Radio FM 91.5 ช่วงเวลา 18.00น. - 19 .00 น.พร้อมการไลฟ์สดทางเพจ Travel Radio   

ทั้งนี้โดยมีหัวข้อการบรรยายเพื่อให้ความรู้เชิงลึกของแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และอี-คอมเมิร์ซยอดนิยม ทั้งการถ่ายทอดความรู้อย่างครอบคลุมและเจาะลึก โดยเหล่าวิทยากรที่เชี่ยวชาญเทคนิคดิจิทัลสาขาต่างๆ ที่ผ่านการบรรยายและรับรางวัลมามากมาย โดยหลายท่านมาจากสื่อด้านท่องเที่ยวที่ผันตัวมาเป็นโค๊ชออนไลน์ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เข้าใจ Nature ของคนวงการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง 

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย  

1) Facebook & Instagram พลิกฟื้นธุรกิจในยุค New Normal บรรยายวันที่ 28 ก.ย. โดย อาจารย์สรกฤช พิชยดนัยกุล กูรูที่ได้รับฉายาว่า “เทพเฟสบุ๊ก” ผ่านการสอนมาแล้วมากมาย พร้อมเปิดเคล็ดลับ Facebook Ads ทำโฆษณาเชิงลึกอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการเบื้องต้น ไปจนถึงแบบ Advanced เจาะลึกเทคนิค AI ของเฟสบุ๊ก สามารถวิเคราะห์เจาะลึกคู่แข่ง และแบรนด์ดังๆ ที่ขายปังๆ ในแบบที่คุณอาจไม่รู้ว่าทำได้ รวมถึงเทคนิคของ Instagram ที่กลายเป็นอีกช่องทางสุดฮอตในการขายสินค้าและสร้างแบรนด์  

2) Youtube Marketing & Video Content ให้นักท่องเที่ยวอยากมาเยือน บรรยายวันที่ 29 ก.ย. โดย อาจารย์ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ บรรณาธิการนิตยสาร CHECKTOUR ผู้ผลิตรายการทีวี “มากกว่าเที่ยว by CheckTour Magazine” ทางช่อง 3 สอนเทคนิคตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือเครื่องเดียวมากว่า 100 รุ่นช่วงโควิด เขาจะมาสอนเทคนิคการตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ การเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหวจากมือถือเครื่องเดียว เพราะโลกยุคใหม่ วีดีโอครองโลก “Video First” 

3) TikTok Marketing & Video Content มาแรงแซงทุกโค้ง บรรยายวันที่ 30 ก.ย. โดย อาจารย์ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญ TikTok หากอยากให้สินค้าเป็นที่รู้จักในยุคโควิดนี้ ต้องแปลงตัวเองเป็น TikToker ให้ดังในเวลาอันรวดเร็วต้องทำอย่างไร ยุคนี้ TokTok มาแรง ไม่ใช่แค่ขำฮา แต่ก็สร้างสาระ ให้ขายสินค้าได้ และยังกลายเป็นแพลทฟอร์มที่ทรงพลัง มีเทคนิคมากมาย แต่คุณอาจไม่รู้ ลูกเล่นและการขายแบบไหนที่ TikTok มีเหนือชั้น ให้คุณสร้างแบรนด์ได้ในเวลารวดเร็ว 

4) การขายให้ปังบน Google & Website & Sale Page บรรยายวันที่ 6 ต.ค. โดย อาจารย์จีรณัทย์ แพทย์อุดม Creative Designer ประสบการณ์กว่า 15 ปี ด้านการออกแบบและทำเว็บไซต์มามากกว่า 100 เว็บไซต์ในหลากหลาย Platform ดูแล Google Ads ให้ลูกค้ามากมาย กับเทคนิคขายให้ปังบน Google การทำเว็บไซต์ – Wordpress และการสร้าง Sale Page เพื่อเป็นเครื่องมือขายที่สำคัญในช่วงโควิด-19  

5) เทคนิค SEO & Content & Blog สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะ Content  is King บรรยายวันที่ 7 ต.ค. โดย อาจารย์สาธิตา โสรัสสะ Content & Blog & SEO Specialist ประสบการณ์ 35 ปีกับการเป็นอดีตหัวหน้าข่าวเครือเนชั่น รางวัลสื่อมวลชนยอดเยี่ยมปี 64 , บล็อกเกอร์ยอดเยี่ยมปี 59 สาธิตาเป็นประธานบล็อกเกอร์คลับมีสมาชิก Influencers มากมาย จะมาบอกแนวทางการสร้าง Content แบบไหนให้คนชอบ และเทคนิค Content บนแพลทฟอร์มต่างๆ สอนเทคนิค SEO ให้ติดหน้าแรกกูเกิลไวสุด 

6) การสร้างพลังการขายกับเทรนด์แนวใหม่ด้วย Clubhouse Marketing บรรยายวันที่ 8 ต.ค.โดย อาจารย์กิตติ พรศิวะกิจ รางวัล Star Tech หรือ Tech ดาวรุ่งของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประสบการณ์ 25 ปี ในแวดวงดิจิทัล ปัจจุบันยังเป็นนายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และประธาน Smart Tourism ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอนเทคนิคสร้างตัวเองเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพบนแพลตฟอร์ม Clubhouse ไม่ใช่แค่ส่งเสียงพูดก็ดังได้ ต้องมีเทคนิคต่างๆ ที่ล้ำลึกด้วย 

7) E-Commerce & Dropship บรรยายวันที่ 12 ต.ค. โดย อาจารย์สรกฤช พิชยดนัยกุล นอกจากฉายาที่ได้รับว่า“เทพเฟสบุ๊ก” แล้ว เขายังสร้างช่องทางขายให้ลูกค้านับร้อยบน  E - Commerce อันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนนี้ ยิงแอดและสร้างยอดขายให้ลูกค้าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้าน กับเทคนิคสร้างร้านค้าบนแพลทฟอร์มออนไลน์ และเทคนิคการขายต่างๆ และการหาแหล่งสินค้าแบบ Dropship  

8) Line & Line OA & Banner กับกลยุทธิ์การทำโฆษณาสินค้าให้โดน ดี ดัง บรรยายวันที่ 14 ต.ค. โดย อาจารย์ปุณยนุช กันทวงศ์ หัวหน้าฝ่ายงานโฆษณาที่อยู่ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์และการออกแบบมายาวนาน จะมาสอนเทคนิคของ Line Official Account การจัดองค์ประกอบภาพ การออกแบบกราฟฟิคออนไลน์ สร้างแบนเนอร์ให้ดูโปรแบบมืออาชีพ หน้าปกคลิป Youtube และ Facebook สร้างภาพลักษณ์ในการออกสื่อให้โดดเด่น 

9) Creative Photography เทคนิคการถ่ายภาพแบบมืออาชีพให้แชร์สนั่นโซเชี่ยล บรรยายวันที่ 15 ต.ค. โดย อาจารย์ชาธร โชคภัทระ ช่างภาพผู้มีผลงานเขียนมากกว่า 100 พ็อคเก็ตบุ๊คท่องเที่ยว เน้นเทคนิคการถ่ายภาพให้สวย โดนใจ คว้ารางวัลมาหลายเวที ชนะเลิศบล็อกเกอร์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะมาบอกเทคนิคการถ่ายภาพแบบมืออาชีพให้แชร์สนั่นโซเชี่ยล มือถือเครื่องเดียวก็มีพลังไม่แพ้กล้องมือโปร  

10) ทำคลิปแนวใหม่ Green Screen ขายแบบไหนให้ปังและไม่เหมือนใคร เทคนิคการเปลี่ยนฉากและขายแบบ Art- Art ให้สินค้าโดดเด่นต่างจากคนขายออนไลน์ทั่วไป บรรยายวันที่ 19 ต.ค. โดย อาจารย์ไกรศร วิจารย์ประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ สอนการทำคลิปแนวใหม่จาก Green Screen หรือการใช้ฉากเขียว ขายแบบไหนให้ปังและไม่เหมือนใคร  

11) การออกแบบ Layout ในเบื้องต้น & เทคนิค Podcast Marketing คุณเองก็ทำได้อย่างง่ายๆ บรรยายวันที่ 21 ต.ค. โดย อาจารย์เฉลิมชัย ตันสิงห์ แชมป์รายการแฟนพันธุ์แท้ท่องเที่ยวไทย 2014 ดูแลงานด้าน Creative Design ให้ลูกค้ามากมาย จะมาสอนการออกแบบ Layout ในเบื้องต้น & เทคนิค Podcast Marketing ให้คุณมีอีกช่องทางขาย ที่คุณเองก็ทำได้ด้วยตัวเอง 

12) Digital Transformation Canvas & Social Branding การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจสมัยใหม่ สู่ผู้ประกอบการเชิงดิจิทัล การตลาดดิจิทัลและโซเชี่ยลมีเดียหลังโควิด-19 บรรยายวันที่ 22 ต.ค. โดย อาจารย์กิตติ พรศิวะกิจ รางวัล Star Tech หรือ Tech ดาวรุ่งของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(depa) กับเทคนิคการเป็นผู้ประกอบการเชิงดิจิทัล การตลาดดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย การปรับองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) การบริหารโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว การบริหารทรัพยากร การเงิน และการลงทุน , AI & Robotics พร้อมรับมือกับโควิด-19 

น.ส.สาธิตา โสรัสสะ ผู้อำนวยการ Blogtech Academy กล่าวว่า อาจารย์ทุกท่านของสถาบันได้ทุ่มเทเพื่อโครงการนี้ โดยได้นำเทคนิคใหม่ๆ และเทคนิคเชิงลึกของแพลทฟอร์มดิจิทัลต่างๆ รวมถึงอี-คอมเมิร์ซที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้งานได้จริง เพื่อสร้างทั้งยอดขายและแนวทางสร้างภาพลักษณ์องค์กร ให้กับบุคลากรในวงการท่องเที่ยว ที่ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป โดยมีเนื้อหาที่เข้มข้นตลอดทั้ง 12 วัน ของการบรรยายผ่านทางสถานีวิทยุ Travel Radio FM 91.5 และการไลฟ์สดทางเพจ Travel Radio เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ทั้ง 2 ช่องทาง และก้าวสู่คนดิจิทัลที่ไม่ตกยุค 

#TAT #TravelRadio #BlogtechAcademy #TATSaveOurStakeholder 

Share:

1 October โอเอซิสสปาสาขากรุงเทพฯ จะเปิดแล้วนะคะ


1 October

โอเอซิสสปาสาขากรุงเทพฯ จะเปิดแล้วนะคะ ไม่ต้องเมื่อยล้ากันอีกต่อไป(gift)เตรียมว้าวเชอร์ให้พร้อมแล้วไปโอเอซิสสปากัน เราพร้อมให้บริการมากกกกกกก 😘

สอบถามเพิ่มเติมทางไลน์ได้นะคะ

https://oasisspa.net/promotion/

TWO DAYS LEFT!! Bangkok Oasis Spa will reopen. Get Ready, and hold on to your voucher tight!!! We are sooooo ready to pamper you. Make sure to schedule your appointment ASAP!!! 

😘 We miss you like CRAZYYYYYYY xoxo

For inquiry chat with us on Line, we are here for you.


Share:

พาณิชย์สานฝันคนรุ่นใหม่ ปั้น Design Service Sandbox ชูความคิดสร้างสรรค์ผนวกเทคโนโลยีสร้างธุรกิจใหม่สู่ตลาดสากล

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวกิจกรรม Design Service Sandbox (สนามทดลองแนวคิดธุรกิจ) ขึ้นเป็นครั้งแรก สานฝันคนรุ่นใหม่ระดมความคิดสร้างสรรค์นำเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดของ SMEs และ Micro SMEs ให้สามารถปรับตัว แสวงหาโอกาส สามารถนำความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีดิจิทัล มาพัฒนาธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับในสากล ล่าสุดจัดกิจกรรม Design Service Sandbox : DEMO Day เปิดเวทีให้นักออกแบบนักพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัล และ SMEs ที่เป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ลงสนามทดลองแนวคิดธุรกิจ (Sandbox) สร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายโอกาสเติบโตสู่ระดับสากล

หม่อมหลวงคฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการออกแบบ หรือ Design Service Society 2021 ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการออกแบบ (Design Service) และนักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ Tech Startup/ SMEs ในคอนเซ็ป “Tech Innovation x Design Creativity” เพื่อดึงศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อผลักดันภาคธุรกิจให้พร้อมรับมือความท้าทายและการแข่งขันในอนาคตของประเทศไทยและในตลาดโลกด้วย Digital Transformation ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดของ SMEs และ Micro SMEs สามารถนำความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจสู่สากล

โครงการ Design Service Society 2021 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการออกแบบ หรือ Design Service ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ช่วยสนับสนุน ยกระดับ ผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยกิจกรรมภายใต้โครงการ ประกอบด้วย  

- กิจกรรมสัมมนาส่งเสริมความรู้ด้านการออกแบบเพื่อการพัฒนาธุรกิจ (Webinar) ภายใต้หัวข้อ “The future of business: transformation through design and technology” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 ซึ่งกรมได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการออกแบบและเทคโนโลยีอาทิ เช่น เรื่อง Business Transformation by Design / Design Service / Design-Driven Enterprise และ Digital Solution for Business ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 600 ราย

- กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบและพัฒนาผลงานต้นแบบ “Design Service Sandbox” ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง นักออกแบบ กับ นักพัฒนาเทคโนโลยี Startup หรือ SMEs ในการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจใหม่ที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมของประเทศได้ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากนักออกแบบ นักพัฒนาเทคโนโลยีและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตลอดการรับสมัครโครงการ โดยกิจกรรมดังกล่าวมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 200 ราย ซึ่งมีผู้ผ่านคัดเลือกเข้าร่วมทั้งสิ้น 44 ราย โดยผู้เข้าร่วม 44 ราย ได้แบ่งเป็น 10 ทีม เพื่อร่วมกันพัฒนาผลงานต้นแบบตลอดระยะเวลา 1 เดือน ภายใต้ 4 โจทย์หลัก ได้แก่ Thailand: Kitchen of the World (สรรสร้างนวัตกรรมอาหาร บรรจุภัณฑ์ หรือ บริการ ดันครัวไทยสู่ครัวโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต), Agricultural Transformation (ปั้นเกษตรอัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล คิดค้น Solution ที่ช่วยยกระดับภาคการเกษตรของไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มสู่สากล), Innovation Solutions to for a Renewable-Powered Future (ค้นหาคำตอบ สำหรับแหล่งพลังงานทางเลือก สร้างโอกาส ปั้นธุรกิจ รับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต) และ Innovation solution for New Normal (คิดค้นนวัตกรรมสินค้าและบริการใหม่ ๆ แก้ปัญหาธุรกิจ คาดการณ์เทรนด์สินค้าในยุค New Normal)

- กิจกรรมแสดงผลงานต้นแบบ “Demo Day” ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2564 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดไอเดียจากไอเดียของผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเป็นการนำเสนอผลงานและรับฟังคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน เช่น ผู้บริหารจาก DITP, DEPA, THAI BISPA, SCG Adventure, Banpu และ RISE เป็นต้น จากนั้นกรมจะมีการประชาสัมพันธ์ผลงานต้นแบบให้เป็นที่รู้จัก เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงศักยภาพอุตสาหกรรมบริการออกแบบให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและสากล โดยกลุ่มผู้ประกอบการและนักพัฒนาเทคโนโลยีสามารถนำความรู้และคำแนะนำไปต่อยอดไอเดียทางธุรกิจในอนาคตได้ รวมถึงมีการผลักดันเหล่านักออกแบบให้สามารถแสดงศักยภาพในเวทีการประกวดระดับนานาชาติ อาทิ DEmark, G-Mark ซึ่งเป็นเวทีประชันฝีมือของบรรดานักออกแบบฝีมือดีและเป็นประตูสู่การแข่งขันในระดับสากลอีกด้วย  

ซึ่งผลงานที่ชนะรางวัล Design Service Sandbox “Demo Day” ในปีนี้ ได้แก่

รางวัลที่ 1 UPCYDE: แนวคิด Startup ผลิตภัณฑ์รองเท้าจากขยะทางการเกษตร   

Solution ที่ช่วยแก้ปัญหาขยะทางการเกษตรที่มีปริมาณมาก พร้อมสามารถสร้างมูลค่าเพื่มเติมให้กับขยะทางการเกษตร โดยแปรรูปขยะทางการเกษตร โดยเลือกผลิตรองเท้า (หนังเทียม Vegan Leather) ที่ทำมาจากขยะทางการเกษตร เช่น สับปะรด และ ทุเรียน สนับสนุนให้เกิด Sustainability Society มากยิ่งขึ้น และสนับสนุน circular economy และ waste transformation

รางวัลที่ 2 Happy meal : นวัตกรรมอาหาร Future Food โปรตีนจาก “ไข่ผำ”

ต่อยอดวัตุดิบของไทยจับกระแสอาหาร Plant-based จาก "ไข่ผำ" พืชน้ำในประเทศไทย แหล่งโปรตีนทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ อัดแน่นด้วยโภชนาการ ผ่านสินค้าต้นแบบอาทิ Green Pearl Protein Bar หลากหลายรสชาติ

รางวัลที่ 3 GachaThani : แนวคิด Art Toy และ AR Guide tour ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จับเทรนด์การเติบโตของ Art Toy มาสร้างโอกาสเพื่อพัฒนา Gallery platform เชื่อมโยง community ของผู้ซื้อ-ผู้ขายในประเทศไทยผ่านเว็บไซต์ ต่อยอดสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าโดยการนำเทคโนโลยี AR ร่วมถึงเกมเข้ามาใช้งานเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมหรือกิจกรรมดี ๆ ของสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ที่ www.ditp-design.com และwww.facebook.com/DitpValueCreation/


Share:

"จุรินทร์" เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม มอบ DITP ลุยจัด “THAIFEX - Virtual Trade Show” 29 ก.ย.– 3 ต.ค. นี้ ตั้งเป้านำเงินเข้าประเทศกว่า 830 ล้านบาท


กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประกาศความพร้อมจัดการเจรจาธุรกิจออนไลน์ Virtual - Online Business Matching สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com ในวันที่ 29 กันยายน - 3 ตุลาคมนี้ ตั้งเป้ากระตุ้นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ขยายตัวหลังจากเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งตอบโจทย์ผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ให้สามารถเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยได้จากทุกมุมโลก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า Virtual - Online Business Matching หรือ V-OBM เป็นกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นในงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริง THAIFEX - Virtual Trade Show (THAIFEX-VTS) ซึ่ง DITP จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มของไทย รวมถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอสินค้า บริการ และร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากต่างประเทศได้สะดวกและง่ายขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com

โดยในการเข้าร่วมกิจกรรม V-OBM นั้น ผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าสามารถเลือกผู้ประกอบการตามหมวดหมู่ ชื่อบริษัท หรือสินค้าที่สนใจ เพื่อทำการนัดหมายเจรจาธุรกิจผ่านระบบ โดยเลือกช่วงเวลานัดหมายตามวันเวลาที่เหมาะสมกับไทม์โซนที่ต่างกันของแต่ละประเทศ

การจับคู่เจรจาธุรกิจ V-OBM ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็นจำนวนมาก มีผู้ประกอบการสินค้าอาหารกลุ่มใหม่ๆ เข้าร่วมเพิ่มจากเดิม ได้แก่ สินค้าอาหารฮาลาล, สินค้าอาหารออแกนิกส์ และสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) รวมถึงสินค้าที่ได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Products) สะท้อนให้เห็นการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ค้าอย่างกว้างขวาง เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถจัดงานในรูปแบบออฟไลน์ได้ตามปกติจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การจัดงานแบบออนไลน์จึงเป็นช่องทางที่จะทำให้ผู้ขายได้พบกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า โดยมีผู้ประกอบการไทยสมัครเข้าร่วมการเจรจาธุรกิจออนไลน์แล้วจำนวน 368 บริษัท มีผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าลงทะเบียนเข้าชมงานและนัดหมายเพื่อเจรจาธุรกิจล่วงหน้ากว่า 1,433 ราย จาก 99 ประเทศ เราตั้งเป้าหมายว่างานนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มของไทยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น สามารถนำเงินเข้าประเทศได้กว่า 830 ล้านบาท” นายจุรินทร์ กล่าว

นอกจากกิจกรรม V-OBM แล้ว ผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าที่ลงทะเบียนร่วมงาน THAIFEX – VTS บนแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com ยังสามารถเข้าชมงานและเยี่ยมชมบูธที่สนใจได้เสมือนกับการเดินงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในสถานที่จริง สามารถดูรายละเอียดสินค้าแบบ 360 องศา รวมทั้งพูดคุยกับผู้ประกอบการที่จัดแสดงสินค้าผ่าน V-OBM และการ VDO Call หรือทางข้อความได้ 24 ชั่วโมงผ่านการ Chat มากกว่านั้น ยังมีระบบกระดานสนทนาสำหรับประกาศซื้อ-ขายให้ติดต่อกลับได้ รวมถึงระบบแนะนำสินค้าและบริษัทให้กับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าสามารถค้นหากันได้ง่ายขึ้น จึงนับได้ว่า THAIFEX – VTS เป็นงานที่มีบทบาทสำคัญสำหรับผู้ส่งออกของไทยที่กำลังมองหาผู้ซื้อต่างประเทศ และ www.thaifex-vts.com ก็นับเป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคตของสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ที่พร้อมสำหรับการเจรจาธุรกิจได้เต็มศักยภาพ

ผู้ประกอบการที่สนใจธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน THAIFEX – VTS ได้ที่ www.thaifex-vts.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th

 

Share:

CHANI นำรายได้จากยอดขายประจำเดือน ร่วมทำบุญ ณ วัดนาคปรก ภาษีเจริญ

เป็นประจำทุกเดือนสำหรับ CHANI แบรนด์เครื่องสำอางของคนไทย สายมูเตลู ที่ได้แบ่งกำไรจากยอดขายประจำเดือนร่วมทำบุญ เพื่อเป็นการเสริมดวง ส่งต่อพลังให้กับลูกค้า 

ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ 2 CEO สาว คุณชนิยา ดวงวิไลศิลป และคุณพฤนท์ภัสสรณ์ ลีธรรมเนตร ได้นำเงินจากยอดขายของเดือนนี้ไปร่วมทำบุญที่ณ วัดนาคปรก ภาษีเจริญ  กรุงเทพ เป็นการส่งต่อบุญให้กับตัวแทนจำหน่าย และลูกค้า เนื่องจากเงินในการทำบุญ เป็นเงินที่ได้จากยอดขายสินค้า จึงถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกันของแบรนด์ ตัวแทน และลูกค้าที่อุดหนุนแบรนด์ สมกับเป็นเครื่องสำอาง สายมูเตลู จริงๆ สำหรับแบรนด์  CHANI 

คุณชนิยา ดวงวิไลศิลป กล่าวว่า แบรนด์ CHANI เป็นแบรนด์เครื่องสำอางคนไทยที่ เน้นเจาะลูกค้าสายมูเตลู เป็นการเสริมดวง เสริมความมั่นใจ ซึ่งตอนนี้เรามีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์  CHANI อยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ตัวคือตัวแป้งพัฟผสมรองพื้น เซรั่ม และดินสอเขียนคิ้ว ส่วนที่ขายดีที่สุดในตอนนี้ก็จะเป็นแป้งพัฟผสมรองพื้น ที่ทางแบรนด์ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเสริมความมั่นใจ มีการลงลงสัญลักษณ์ไว้บนตัวแป้ง ให้เหมือนกับว่า เราทาแป้งแล้วได้เสริมเสน่ห์  เสริมความมั่นใจในทุก ๆ วัน โดยตัวแป้งของเราก็ทำมาเพื่อให้เหมาะสมกับผิวของคนไทย มีด้วยกันทั้งหมด 3 เฉดสี คือ เบอร์ 01สำหรับผิวอมชมพู  เบอร์ 02 สำหรับผิวขาวอมเหลือง และเบอร์  03 สำหรับผิวสีน้ำผึ้ง 

ด้าน คุณพฤนท์ภัสสรณ์ ลีธรรมเนตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเดือนกันยายนนี้มีลูกค้าให้ความสนใจในตัวแบรนด์เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดโปรต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งการเริ่มมีคน ทำรีวิวแท็กเข้ามาทางแบรนด์ แบรนด์เราเองถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ ที่ตั้งใจเจาะตลาดในเรื่องความเชื่อ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซึ่งผลตอบรับ จากลูกค้าที่ซื้อไป ก็กลับมาเล่าเรื่องราวมากมายให้ฟัง ถือเป็นเรื่องที่ดี และด้วยความที่เราเป็นเครื่องสำอางสายมู การทำบุญจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางเเบรนด์เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเหมือนการเสริมดวง ต่อบุญอยู่เสมอ 

ฉะนั้น ทุก ๆ การซื้อของลูกค้า จะถูกแบ่งในส่วนของกำไรที่ทางแบรนด์จะได้ ออกมาร่วมทำบุญตรงนี้ด้วย ซึ่งทางเราก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนการทำบุญไปในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัด หรือสถานสงเคราะห์ เพื่อให้เกิดบุญทั้งเรื่องของบุญและทานไปพร้อม ๆ กัน  ถือเป็นการทำบุญร่วมกับลูกค้าไปในตัว 

หากท่านใดสนใจร่วมบุญด้วยการเป็นลูกค้าของแบรนด์ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line Official @CHANI   Facebook : CHANI แป้งรวยทรัพย์ เปิดเสน่ห์ 
#BKBTODAY #ข่าว #CHANI

Share:

ประธานรัฐสภา จับมือ ปลัด พม. ลงพื้นที่ จ.ลำพูน ลำปาง และตาก มอบหน้ากากอนามัยให้กลุ่มเปราะบางและเด็กป้องกันโควิด-19 พร้อมมอบถุงยังชีพและเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนจากน้ำท่วมใน 3 อำเภอ จ.ลำปาง

วันนี้ (27 ก.ย. 64) นางพัชรี  อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น 

กระทรวง พม. จึงมีความห่วงใยกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ป่วยติดเตียง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19  

ซึ่งวานนี้ (26 ก.ย. 64) นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาและสังคม พร้อมด้วยตน และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดลำพูน  ลำปาง และตาก เพื่อมอบหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ใหญ่ จังหวัดละ  10,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 30,000 ชิ้น  และหน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก จังหวัดละ 2,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 6,000 ชิ้น ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด 

เพื่อส่งต่อให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางสำหรับป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งได้มอบนมผงสำหรับเด็ก "พม. ปันสุข"  เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลน โดยเฉพาะครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว ทั้งนี้ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่จะช่วยแจกจ่ายอย่างทั่วถึงต่อไป  

นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้มีการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ที่จำเป็น จำนวน 500 ชุด ให้ผู้ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเถิน สบปราบ และแม่พริก ณ ศาลาการเปรียญ วัดแม่ปะดอย อำเภอเถิน รวบทั้งได้มอบเงินช่วยเหลือสงเคราะห์ครอบครัว จำนวน 10 รายๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000 บาท 

ทั้งนี้ หากกลุ่มเปราะบางและประชาชนประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่  ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.) ในพื้นที่ 



Share:

ประธานรัฐสภาร่วมกับคณะผู้บริหารพม. ลงพื้นที่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน มอบหน้ากากอนามัยช่วยกลุ่มเปราะบางและเด็กป้องกันโควิด-19 พร้อมมอบนมผงสำหรับเด็ก "พม. ปันสุข"

วันนี้ (26 ก.ย. 64) นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น กระทรวง พม. จึงมีความห่วงใยกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ผู้ป่วยติดเตียง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19  

ซึ่งวานนี้ (25 ก.ย. 64) นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาและสังคม พร้อมด้วยตน และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เพื่อมอบหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ใหญ่ จังหวัดละ 10,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 30,000 ชิ้น และหน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก จังหวัดละ 2,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 6,000 ชิ้น ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อส่งต่อให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางสำหรับป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 

อีกทั้งได้มอบนมผงสำหรับเด็ก "พม. ปันสุข" เพื่อนำไปช่วยเหลือครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ขาดแคลน โดยเฉพาะครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว ทั้งนี้ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่จะช่วยแจกจ่ายอย่างทั่วถึงต่อไป  

นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากกลุ่มเปราะบางและประชาชนประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.) ในพื้นที่

Share:

“ท่องเที่ยวเขาใหญ่คึกคัก แม้ฝนตกก็ไม่หวั่น สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่จับมือฟาร์มโชคชัย จัดพื้นที่ “ขายของเขาใหญ่” ครั้งที่ 9 ให้ผู้ประกอบการในชุมชนขนของมาขายท้าพายุฝน”

เขาใหญ่ยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในยุควิถีใหม่
นักท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม พิสูจน์จากช่วงวันหยุด 24-26 กันยายนี้ นักท่องเที่ยวหนีกรุงไปพักผ่อนกันไม่หวั่นพายุฝน สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่จัดกิจกรรม “ขายของเขาใหญ่” ครั้งที่ 9 ร่วมกับฟาร์มโชคชัย ริมถนนมิตรภาพ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

สินค้าที่นำมาจำหน่ายทั้งอุปโภค บริโภค ผัก ผลไม้ ผลผลิตตรงจากเกษตรกร อาทิ ฟาร์มโชคชัยสเต็กเฮ้าส์ ไร่โชตวัน ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เวิร์มฟาร์มเมอร์ ฟาร์มไส้เดือนเขาใหญ่ และผลิตภัณฑ์จากปุ๋ยมูลไส้เดือน ของที่ระลึกจากฟู้ด ฟอร์ ไฟเตอร์ ผลไม้จากสวนเอเดน ออร์แกนิกส์ แม่เฉลียว ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ ไร่องุ่นพรมชน ไม้ด่าง หมูยอมณีจันทร์ Janalee เครื่องประดับแฮนด์เมด บ้านกาญจนา ผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพร ฯลฯ 

ทั้งนี้ผู้ประกอบการทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนแล้วและต้องได้รับ การตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อให้นักท่องเที่ยวผู้มาใช้บริการเกิดความมั่นใจตามหลักการ Universal Prevention นอกจากนี้นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ยังเปิดเผยว่า 

“ช่วงวันที่ 9-16 ตุลาคมนี้เขาใหญ่ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ในการจัดกิจกรรม ตามแนวคิด Go Green Beauty Camp ผู้ประกอบการสมาชิกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่และจากชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารอำเภอปากช่องพร้อมใจกันเตรียมการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมร่วมกับกองประกวดด้วยเราเตรียมจัดตารางส่งอาหาร อาหารว่าง ขนม เครื่องดื่มฯลฯและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นที่รู้จักปักหมุดนักเดินทางที่รักธรรมชาติจากทั่วโลก” 



Share:

Recent Posts

STATISTICS ::

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

Telephone :: คุณเอ๋​ (+66) 081 434 5154
Email :: Insightoutstory@gmail.com

Add Line Click 👇👇

Translate

Deep Tissue Massage Yoga

Review By Nichapa

บทความที่ได้รับความนิยม

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก