วธ. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2566

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2566 เวลา 07.00 น. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และพิธีปล่อยขบวนรถเทียนพรรษา กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2566

โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องแกลลอรี 5 ชั้น 1 อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2566 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2566 เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน ได้น้อมระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 


ซึ่งเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4 ประการ ได้แก่ 1. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วย มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง และอริยสัจ 4 แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน 2. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้พระสาวก คือ พระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันองค์แรก 3. เป็นวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นรูปแรก 4. เป็นวันเกิดขึ้นของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบเป็นครั้งแรก และในวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่พระสงฆ์จะอธิษฐานพำนักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ ที่เรียกว่า “จำพรรษา” กระทรวงวัฒนธรรม


โดยกรมการศาสนาจึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ให้ทาน รักษาศีล ลด ละ เลิก อบายมุข สืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีของงามของไทย โดยในส่วนกลาง ร่วมกับคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร หน่วยงานภายในกระทรวงวัฒนธรรม องค์กรเครือข่ายทางศาสนา ภาคเอกชน และสถานศึกษา จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และถวายเทียนพรรษา ในวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2566 เวลา 07.00 น. ณ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

โดยนำเทียนพรรษาไปถวายแก่พระอารามหลวง จำนวน 12 พระอาราม ประกอบด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดไตรมิตรวิทยาราม วัดปทุมวนาราม วัดประยุรวงศาวาส วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดปากน้ำ วัดกัลยาณมิตร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสระเกศ วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดเทวราชกุญชร สำหรับพิธีตักบาตร กรมการศาสนา ได้ร่วมสืบสานประเพณีตักบาตรดอกไม้ด้วยดอกเข้าพรรษา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน เป็นประเพณีควรค่าแก่การอนุรักษ์ รวมทั้งการถวายภัตตาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการด้วยอาหารปรุงสุก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่พระภิกษุและสามเณรเพื่อสร้างอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ในช่วงเทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาดังกล่าว นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย จากเครือข่ายศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ การสาธิตผลิตภัณฑ์จากชุมชนคุณธรรม และกิจกรรมตอบปัญหาธรรมะออนไลน์ผ่านทาง Facebook กรมการศาสนา ในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับของที่ระลึก สำหรับในส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา และหน่วยงานต่างๆ บูรณาการการจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมมาส่งเสริมการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการสืบสานเทศกาล ประเพณี และวัฒนธรรม นำวิถีถิ่น วิถีไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของแต่ละภูมิภาคมาจัดกิจกรรมบนฐานของการเรียนรู้แก่นแท้ของหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กรมการศาสนา ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงภาคประชาชน จัดกิจกรรม “ถวายเทียนพรรษาทางน้ำ เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาอาเซียน จังหวัดสงขลา” ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2566 ณ วัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่ และวัดสำคัญในอำเภอหาดใหญ่ และอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา จำนวน 10 แห่ง โดยกิจกรรมประกอบด้วย การหล่อเทียนและการถวายเทียนพรรษา ณ วัดคลองแห จากนั้นลงเรือเพื่อถวายเทียนพรรษาทางน้ำ ณ วัดและสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ได้แก่ สำนักสงฆ์ทรายทอง วัดนารังนก วัดอู่ตะเภา วัดชลประธานประสิทธิ์ วัดดอน วัดคูเต่า วัดท่าเมรุ วัดบางโหนด และสำนักสงฆ์แหลมโพธิ์ ซึ่งนอกจากจะมีพุทธศาสนิกชนชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีพุทธศาสนิกชนชาวอาเซียน ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา และมาเลเซีย เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย เนื่องจากจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย โดยการเข้ามาของคนมาเลเซียส่วนใหญ่จะเข้ามาท่องเที่ยวและไหว้สักการะพระพุทธรูปและพระสงฆ์ที่ให้ความเคารพนับถือ รวมทั้งในจังหวัดสงขลายังมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา กัมพูชา และมาเลเซีย เข้ามาอาศัยในจังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมียนมา ดังจะเห็นได้ว่า ที่วัดคลองแหได้มีการก่อสร้างเจดีย์ชเวดากองจำลอง เรียกกันว่า เจดีย์ชเวดากองคลองแห หรือเจดีย์ชเวดากองหาดใหญ่ เป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา องค์เจดีย์เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งไทยและเมียนมาเข้าด้วยกัน มีขนาดกว้าง 20 เมตร สูง 17 เมตร ซึ่งเกิดจากพลังศรัทธาของพี่น้องชาวไทยและชาวเมียนมาร่วมกันบริจาคและสร้างขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมียนมา อีกทั้งเพื่อเป็นการตอบแทนผืนแผ่นดินไทยที่ให้แรงงานชาวเมียนมาได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน อยู่อาศัย และมีรายได้หาเลี้ยงครอบครัว โดยพบว่าในวันสำคัญทางศาสนาและเทศกาลต่างๆ จะมีชาวเมียนมาเข้ามาร่วมกิจกรรม ณ วัดคลองแห เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ได้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมหล่อเทียนพรรษา สานสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ระหว่างวันที่ 1 - 2 สิงหาคม 2566 เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอุดรธานี ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ดังจะเห็นได้ว่า กิจกรรมทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาคคณะสงฆ์ หน่วยงานองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการนำมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมมาเป็นสื่อกลางเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกันทั้งในระดับบุคคล ชุมชน องค์กร และประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเสาหลักด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในการส่งเสริมให้ประชากรในภูมิภาคสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสันติสุข





Share:

รีวิว : Plara Der-ร้านปลาร้าเด้อ อาหารอีสานต้นตำรับอุบลแท้ แซ่บ นัว @

เมนูอาหารอีสาน
ถือว่าเป็นเมนูยอดฮิต ที่หลายๆคนจะนึกถึงในหลายๆมื้ออาหาร หลายๆเทศกาล อร่อยกับคนรู้ใจอร่อยกับครอบครัว หรือ ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ในมื้ออาหารที่อร่อย แสนแซ่บ  

วันนี้ Insight พาชิม เราอยู่กันที่ ร้าน Plara Der ปลาร้าเด้อ อาหารอีสานต้นตำรับอุบลแท้ๆ ใจกลางเมืองย่านสีลม โดยร้านตั้งอยู่ อยู่ปากซอยพัฒน์พงศ์ (พัฒน์พงศ์ 1) เดินทางสะดวก ใกล้   BTS หรือ MRT  ภายในร้านตกแต่งสไตล์ อีสานโมเด้นท์ ให้บรรกาศ อบอุ่น สวยงามด้วยภาพวาดฝาผนัง และอุปกรณ์ตกแต่งที่ให้บรรยากาศ และกลิ่นอาย แบบอีสานเลยทีเดียว 

ร้านปลาร้าเด้อ บริหารงานโดย คุณธามม์ ประวัติตรี เจ้าของร้านอาหาร Plara Der (ปลาร้าเด้อ) ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจเชนด้านร้านอาหารระดับสากล โดยเล่าถึงความเป็นมาร้านว่า

“ตั้งใจเปิดร้าน ‘Plara Der–ร้านปลาร้าเด้อ’ เนื่องจากตัวเราเองเป็นคนอีสาน จากอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่เติบโตมากับอาหารอีสานที่พ่อแม่เราทำ เช่น ลาบ ซุปหน่อไม้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เปิดร้านปลาร้าเด้อ ปีนี้เข้าปีที่ 4 แล้ว สาขาแรกเปิดที่ราชพฤกษ์ 

จากนั้นก็มาเปิดที่อาคารสินทร ถนนวิทยุ แล้วเจอโควิดระบาดพอดี เลยต้องปรับทุกอย่าง เป็นแบบเดลิเวอรี่บ้าง เปิดร้านเล็กๆ ขายริมถนนบ้าง คือเราสงสารพนักงาน ก็พยายามทำเท่าที่พอทำได้ ก็ยังไม่ดีขึ้น ก็เลยยกเลิกร้านที่อาคารสินทร แล้วไปเปิดร้านเล็กๆ ที่ลาดพร้าว 26 ซึ่งค่าเช่าถูก และเราขายราคาไม่แพง เป็นร้านเล็กๆ ไม่มีแอร์ มีที่นั่งไม่เยอะ ก็สามารถช่วยพนักงานให้อยู่ได้ ปัจุบันนี้ร้านนี้ยังอยู่นะ

ต่อมาเราก็มีแฟรนไชส์ ลูกค้าก็ซื้อแฟรนไชส์ปลาร้าเด้อไปเปิดแถวกิ่งแก้ว จากนั้นก็ถึงร้านนี้ ปลาร้าเด้อ สาขาสีลม (พัฒน์พงศ์ 1) นี้แหละ โดยเปิดเดือนธันวาคม 2565”

เมนูแรกที่ได้ลิ่มรส กลิ่นอาย อาหารอีสานแท้ๆ คือ : ข้าวจี่ VS ปลาร้าแจ่วบ่อง 

เมนูเด็ดในตำนาน ได้มาทานที่นี่ มันคือดีนะ ข้าวเหนียวที่จี่ก้อไม่แข็งแบบที่เคยกินนะเออ พอ ดิปด้วย ปลาร้าแจ่วบ่อง คือแซ่บคัก เวอร์ค่ะ

เมนูอื่นๆเริ่มทยอยมาจะเป็นชุดอาหารว่าง  : เมนูรวมมิตรอีสาน

เมนูนี้รวมฮิตของที่ดีที่สุด กินตอนไหนก็อร่อย รวมแบบไม่เคยเหนที่ไหนมาก่อน คิดว่าทานข้าวอยู่ที่บ้านเลยที่สะดุดตาคือ ปลาวงทอดกรอบในตำนานอีกแล้ว คือดีนะคิดถึงบรรยากาศบ้านๆเลย  ในถาดรวมก้อจัดเซต เมนูเด็ด ไว้ให้ชิม  เช่น  หม่ำ เนื้อ , ไส้กรอกอีสาน, หมูยออุบล  อร่อยยกเซตต้องลองนะค่ะ 

ไก่ย่างอุบลฯ: เมนูแนะนำค่ะ  สูตรเด็ดเจ้าของร้าน หนังกรอบ โรยหอมเจียว กระเทียมเจียว  ทานคู่ข้าวจี่ และปลาร้า แจ่วบอง คืออร่อยยั่วๆ เลยละค่ะ 

มาต่อชุดใหญ่กับ : ส้มตำถาด  

เซตนี้ก็จัดเต็มเช่นกัน ประกอบด้วย หมูยออุบลทอด, ปีกไก่ทอด, แหนม, ไข่ต้ม, ขนมจีน และผักสด สูตรเด็ดของร้านเช่นกัน  ทั้งน้ำปลาร้าปรุงสุกสูตรเด็ด และมะละกอที่กรอบด้วยเทคนิคพิเศษ ดูแลสุขภาพด้วยการใช้น้ำตาลมะพร้าวแทน น้ำตาลทราย  แนะนำเลยนะค่ะเมนูนี้

และส้มตำปลาร้า : แซ่บ นัว ไม่ผิดหวังเช่นกัน ใช้ปลาร้าต้มสุกในแบบฉบับของร้านเอง กลิ่นหอม ละมุน นัวๆ ดีเวอร์ 

มาต่อที่ : ตำข้าวโพด อีกสักเมนู อร่อย 3รส เมนูโปรด เมล็ดข้าวโพสคลุก โรยด้วยกุ้งแห้ง 

เราสั่งเป็นตำไทยข้าวโพด ที่ได้ข้าวโพดมาชิ้นโตๆ เม็ดเรียงกันแน่น ตำมาแบบคลุกเคล้าพอเข้ากัน ได้รสชาติครบรส หวานนิดๆ เค็มหน่อยๆ เปรี้ยวด้วยกำลังดี เเบบไม่หวานมากเพราะที่ร้านไม่เน้นรสหวานอยู่แล้ว ท็อปด้วยกุ้งแห้งให้สีสันสวยงาม

คอหมูย่าง เมนูที่พลาดไม่ได้

เนื้อสันคอชั้นดี มีทั้งเนื้อและมัน ย่างมาให้ร้อนๆ หอมๆ เนื้อฉ่ำๆ ท็อปด้วยข้าวคั่วเพิ่มความหอม ทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วคือเลิศมาก

เมนูต้มสักเมนูกับ : ต้มแซ่บกระดูกหมู 

ต้มแซ่บๆ กระดูกหมูอ่อน ต้มเปื่อยๆ ซดน้ำ แซ่บๆ อร่อย  เลิส

ตบท้ายของหวานด้วย

  • เมนูลอดช่องนมสด  เพิ่มความอร่อยด้วยน้ำกะทิ แล้วราดด้วยน้ำตาลอ้อย  
  • และเมนูเป็น ไอศกรีมชาไทย-เฉาก๊วย ราดนมสดฉ่ำๆ หวานกำลังดี

Promotion พิเศษ!!  

  • รับฟรี!! ส้มตำไทย หรือ ส้มตำปลาร้า เลยจ้า
  • แค่เช็คอิน ที่ร้าน ปลาร้า เด้อ สาขาสีลม ปากซอยพัฒน์พงศ์ 1
  • ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2566 เท่านั้น!!

สินค้าใหม่ :น้ำปลาร้าปรุงสุก ที่ว่าเริ่ส
จากร้านปลาร้าเด้อ ต้องซื้อติดมือกลับบ้านนะค่ะ อยู่ที่ไหนก็ส่งไปให้คนที่รักได้ 
สามารถนำไปปรุงเมนูอะไรก็ได้ รสชาติอร่อย สะอาด เหมือนมาทานที่ร้าน สั่งซื้อที่ร้านได้เลย ขวดละ 60 บาท

แล้วเจอกันที่ ร้าปลาร้าเด้อ สาขาสีลม อาหารอีสานต้นตำรับอุบลแท้ๆ  ย่านสีลม แซ่บ นัว จัดจ้านในย่านสีลม แน่นอนค่ะ 

ร้าน ‘Plara Der–ร้านปลาร้าเด้อ
  • อยู่ปากซอยพัฒน์พงศ์ (พัฒน์พงศ์ 1) 
  • เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 12.00-24.00 น. 
  • สอบถามและจองโต๊ะได้ที่โทร.080-9912771

Location : https://goo.gl/maps/UeQG3Rz4v2EYk8mY9

  • จอดรถได้ที่ : อาคารธนิยะ และ ตึก CP tower
  • จำกัด 1 สิทธิ ต่อ 1 โต๊ะ หรือทานอาหารเกิน 500 บาทขึ้นไป



Share:

อ.ส.ค. เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมนมไทย

อ.ส.ค.เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมนมไทย  จัดตั้งหน่วยส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเขตภาคกลาง  เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และตอบโจทย์การแก้ปัญหา พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบจัดการโคนมอย่างครบวงจร

นายสมพร  ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่าเพื่อให้เกษตรกรได้รับบริการที่มีคุณภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม  อ.ส.ค.ได้มีการจัดตั้งหน่วยส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเขตภาคกลาง (DPO HERD HEALTH  UNIT) ขึ้น  เพื่อเป็นหน่วยบริการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมอย่างครบวงจรเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนม   ทั้งนี้หน่วยดังกล่าวถือเป็นหน่วยบริการที่ครบวงจรในอุตสาหกรรมโคนมที่ช่วยตอบโจทย์ในการแก้ปัญหา พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดการโคนม   

โดยแผนการดำเนินงานภายหลังจากมีการก่อตั้งอ.ส.ค.ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและสหกรณ์โคนมในเครือข่าย  รวมทั้งได้วางแผนหารือกับสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   จากนั้นได้ลงพื้นที่เพื่อทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับฟาร์มของสมาชิก  อาทิ  ข้อมูลทั่วไปของฟาร์ม  ข้อมูลด้านระบบสืบพันธุ์ และข้อมูลด้านสุขภาพสัตว์ สำหรับเป้าหมายและพื้นที่ในการดำเนินการ  ได้แก่  ฟาร์มโคนมที่ส่งน้ำนมดิบให้ อ.ส.ค.ในเขตส่งเสริมภาพกลาง และสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค  พระพุทธบาท จำกัด จำนวน 10 ฟาร์ม   

สำหรับผลดำเนินที่ผ่านมา  อ.ส.ค.ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเลี้ยงโคนมด้านต่างๆมีการตรวจโรคประจำปี  ตรวจมาตรฐานฟาร์ม แก้ไขปัญหาจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ  แก้ไขปัญหาเซลล์โซมาติกในน้ำนมสูง   คำนวณต้นทุนการผลิต  เข้าเยี่ยมฟาร์มเพื่อแนะนำการจัดการฟาร์ม  การคัดเลือกสายพันธุ์  การจัดการอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพโคและผลผลิต   การมอบวัคซีนป้องกันโรคระบาดปากและเท้าเปื่อย  และโรคลัมปี-สกิน  แก่สหกรณ์โคนมของสหกรณ์เขตภาคกลางจำนวน 14 สหกรณ์   รวมทั้งมีการหารือกับกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิดในการร่วมกันการทำวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคลัมปี-สกินให้ครอบคลุมและทั่วถึงในโคนม  รวมทั้งร่วมกันวางแผนมาตรการป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  และได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลฟาร์มเกษตรกรในพื้นที่สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค พระพุทธบาท จำกัด จำนวน 42 ฟาร์ม   เป็นต้น


“เพื่อให้บริการเกษตรกรโคนมแบบครบวงจร อ.ส.ค. จะเร่งดำเนินการสร้างระบบฐานข้อมูลในฟาร์มเครือข่ายเขตส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเขตภาคกลางทั้งหมด โดยมีเป้าหมายดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ๆ คือ ด้านลดต้นทุนการผลิต จะต้องมีการจัดการอาหารที่ถูกต้อง   คัดทิ้งแม่โคที่มีปัญหาผลผลิตต่ำ   ป้องกันและแก้ไขปัญหาระบบ สืบพันธุ์และสุขภาพ  ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำนม อาทิ  มีการจัดการฟาร์มที่ดี  มีการสร้างเครือข่ายในสหกรณ์โคนมและศูนย์รับนมและเกษตรกรและสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ  โดยจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภคให้มากที่สุด“ นายสมพร กล่าว



Share:

“โอริออน”จับมือ“อ.ส.ค.”และ“เซียนวัว”รุกพัฒนาเกษตรแม่นยำและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในฟาร์มโคนม

 

“โอริออน”จับมือ“อ.ส.ค.”และ“เซียนวัว” ลงนามความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในฟาร์มโคนม  เตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางในการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงโคนมแบบเกษตรกรแม่นยำ

นายสมพร  ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวว่า  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในฟาร์มโคนมและเตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางในการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงโคนมแบบเกษตรกรแม่นยำต่อไป  เมื่อเร็วๆนี้อ.ส.ค.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในโครงการความร่วมมือในการพัฒนาการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มโคร่วมกับบริษัท โอริออน แมชชีนเนอรี่ เอเซีย จำกัด ประเทศญี่ปุ่น  บริษัท ซินเทลลิเจนท์ จำกัด บริษัท เอ็น พี อกริเทค (ประเทศไทย) จำกัด ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี ตัวแทนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมกลุ่มต้นแบบ  ณ ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม อ.ส.ค.

สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้   ถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในฟาร์มโคนม  ซึ่งเป็นโครงการที่ อ.ส.ค. ได้ร่วมมือกับบริษัท โอริออน แมชชีนเนอรี่ เอเซีย จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มโคนม และบริษัท ซินเทลลิเจนท์ จำกัด  ผู้นำการใช้แอปพลิเคชัน     “เซียนวัว” ในประเทศไทย เพื่อจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ด้านการปศุสัตว์​ โดยมีระยะเวลาความร่วมมือตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป ​ และทาง อ.ส.ค. ได้จัดตั้งฟาร์มสาธิต 2 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มต้นแบบภายในพื้นที่ของ อ.ส.ค. และฟาร์มเกษตรกรที่สังกัดสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมกลุ่มต้นแบบ

ด้านนายพีระ ไชยรุตม์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวว่า   ในการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้   บริษัทโอริออน แมชชีนเนอรี่ เอเซีย จำกัด และ ผศ.น.สพ.ดร.มน​กานต์​ อินทร​กำแหง​ คณะ​สัตว​แพทยศาสตร์​ มหา​วิทยาลัย​มหาสารคาม​ ได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเทคโนโลยีการบริหารจัดการฟาร์มโคนม โดยสาธิตอุปกรณ์​ตรวจ​วัดพฤติกรรม​และ​ความพร้อม​ในการผสมพันธุ์​โค ร่วมกับการใช้งานแอปพลิเคชัน “เซียนวัว” โดยคาดหวังว่าการพัฒนาด้านเกษตรแม่นยำจะทำให้ลดจำนวนวันท้องว่างในฝูงโคนม       เพิ่มประสิทธิภาพฟาร์ม รวมทั้งทำให้มีการจัดการสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทาง อ.ส.ค. โอริออน และ “เซียนวัว”เตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางในการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงโคนมแบบเกษตรกรแม่นยำต่อไป



Share:

กระทรวงพลังงาน สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ นำทัพภาครัฐ - เอกชน จัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week และ Electric Vehicle Asia 2023 ผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ สานต่อความร่วมมือ กระทรวงพลังงาน สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ร่วมนำทัพภาครัฐ - เอกชน เดินหน้าจัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week และ Electric Vehicle Asia 2023 งานมหกรรมเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ครบครันที่สุดของภูมิภาค พร้อมผลักดันภาคอุตสาหกรรมด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง อุทกภัย ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ประเทศไทยวางเป้าหมายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จากความสำคัญดังกล่าวผนวกกับการขานรับนโยบายพลังงานสะอาดของไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้นำธุรกิจด้านการจัดงานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจระดับภูมิภาค ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน นำโดย กระทรวงพลังงาน สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และเครือข่ายพันธมิตรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมชั้นนำจากทั่วโลก จัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week (ASEW) และ ELECTRIC VEHICLE ASIA 2023 (EVA) เพื่อผนึกพลังร่วมผลักดันสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดให้กับภาคธุรกิจ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน  

นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานสะอาดถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้กับทุก ๆ ภาคส่วน โดยกระทรวงพลังงานมีพันธกิจที่สำคัญในการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan: NEP) ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและพลังงานที่มีความยั่งยืน อาทิ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดสำหรับการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2050 และส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มีสัดส่วนร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ.2030 เป็นต้น  

ผศ.ดร. อุเทน สุปัตติ อุปนายกฝ่ายวิชาการและผู้แทนนายกสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจในวงกว้างไม่เพียงแค่ภาคครัวเรือน แต่ยังรวมถึงภาคอุตสาหกรรม เห็นได้ชัดจากการเปิดตัวสถานีชาร์จที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 4,600 แห่ง จากข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุน อาทิ ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคันสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ เป็นต้น ซึ่งบทบาทสำคัญของสมาคมฯ เรามีความตั้งใจที่จะพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เป็นแกนกลางในการส่งเสริมและสนับสนุน ผู้ใช้งาน รวมทั้งผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเราทำงานกับหลากหลายภาคส่วน เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้ และสำหรับในปีนี้ทางสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน EVA 2023 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และสัมมนาวิชาการ iEVTech 2023 เพื่ออัปเดตเทรนด์ โอกาส ความได้เปรียบของไทย ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้เข้าร่วมและสร้างการรับรู้ถึงยานยนต์พลังงานสะอาดนี้ เราเชื่อมั่นว่าเวทีนี้จะเชื่อมโอกาสและยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอย่างแน่นอน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023 (ASEW) งานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วน ในทุกๆปีเราทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดแนวคิดให้สอดรับกับเป้าหมายนโยบายด้านพลังงานของประเทศ โดยการจัดงานปีนี้ เราจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 33 โดยชูแนวคิด “Powering the Clean Energy Transition Toward Carbon Neutrality Goal” หรือ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยได้ขนทัพเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขานรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโลก อาทิ พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมพลังงาน สิ่งแวดล้อม แบบครบวงจร จัดเต็มพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. รวบรวมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 1,500 แบรนด์ อาทิ ABB, Delta, Anest Iwata, Oriental Copper, Siemens, Clenergy, Solar PPM, AMR Asia, Charge24, Trumpf และ Hexagon พร้อมกันนี้ยังได้พบกับพาวิเลียนนานาชาติกว่า 8 ประเทศ ทั้ง เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน เป็นโอกาสสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทางธุรกิจจากทั่วโลก แลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึกผ่านการประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติกว่า 200 หัวข้อ ครอบคลุมหัวข้อด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในอนาคต นอกจากนี้ยังจัดร่วมกับงาน Electric Vehicle Asia 2023 (EVA) อีกหนึ่งเวทีสำคัญด้านยานยนต์ไฟฟ้า จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 รวบรวมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องใน EV Eco System และ Value Chain ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกันนี้ยังมีการประชุมนานาชาติด้านยานยนต์ไฟฟ้า iEVTech 2023 รวบรวมกูรูจากทั่วโลก อัพเดทเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน แบตเตอรี่ และการเงิน รวมไปถึงยานยนต์ไร้คนขับ โดยการจัดงานในปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน จากทั่วภูมิภาคครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งทุกภาคส่วนเชื่อมั่นตรงกันว่า เวทีนี้จะพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมด้วยพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคตให้กับประเทศไทย” นายสรรชาย กล่าวเสริม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งสู่การสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปกับงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023 และ งาน Electric Vehicle Asia 2023 งานแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ครบครันที่สุดในภูมิภาค ระหว่างวันที่ 30 ส.ค. - 1 ก.ย. 2566 ที่ ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.asew-expo.com
Share:

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 081 4345154
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก