งานเปิดตัว Limited Box set สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้า 2 “ไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต” สุดยอดสารคดีแห่งการจรรโลงพระพุทธศาสนาแห่งยุค


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 คณะผู้จัดทำสารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า 2 ไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต อันประกอบด้วย บริษัท ดอคคิวเมเนีย จำกัด โดยคุณชนินทร์ ชมะโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยคุณปกรณ์ พงศ์วราภา และกลุ่มสานธรรม โดยคุณศิริลักษณ์ ไม้ไทย คุณลลิสา จงบารมี ได้จัดงานเปิดตัว Limited Box set สารคดีเรื่องนี้ขึ้น เพื่อเก็บเรื่องราวของชาวพุทธ 15 ประเทศ ที่เกิดจากการทำงานอย่างยาวนานของทีมงานผลิต และการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ไม่ให้สูญหายไป และเพื่อให้เป็นสมบัติที่ควรค่าแก่การเก็บรักษา และของขวัญล้ำค่าแก่การดำเนินชีวิต ในรูปแบบของ DVD และ Thumb drive บรรจุในกล่องสวยงาม
และเพื่อเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของพระไตรปิฎก ในฐานะเครื่องมือในการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน และอยากจะให้พระไตรปิฎกออกมาอยู่นอกตู้คัมภีร์ เพื่อให้เป็นคำสอนที่มีชีวิต ให้ชาวพุทธหันมาสนใจอ่านมากขึ้น ภายในงานจึงจัดให้มีการเสวนาเรื่องที่น่าสนใจ 2 เรื่อง
14:00 เสวนาเรื่องแรกคือเรื่อง “ทำอย่างไรให้พระไตรปิฎกมีชีวิต” ซึ่งเป็นเรื่องราวของมูลนิธิการศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่นำพระไตรปิฎกฉบับภาษาลาว และคู่มือการใช้พระไตรปิฏก ไปมอบให้กับพระสงฆ์ลาว ที่แขวงบ่อแก้ว เพื่อที่พระสงฆ์ลาว  จะได้ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าไปสอนชาวบ้าน เพื่อให้เกิดหมู่บ้านศีลธรรมขึ้น ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทโธ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  
คุณชินชาติ ติยะพรัญชัย กรรมการมูลนิธิการศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงดำเนินรายการโดย คุณลักษณา จีระจันทร์ Series Producer สารคดีไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต
14:30  เสวนาเรื่องที่  2  “การกลับมาของเสียงพระพุทธเจ้า”   เป็นเรื่องราวของคณะนักวิชาการ  นักปราชญ์ ราชบัณฑิต  ฆราวาส และมูลนิธิพระไตรปิฏกสากล ที่ร่วมกันค้นหาเสียงสวดพระไตรปิฎก ปาฬิภาสา ที่เกิดจากการตั้งคำถามว่า เสียงสวดที่เราได้ยินได้ใช้กันมานานนับร้อยปี ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ จากคำถามดังกล่าว ท่านเหล่านี้ได้สืบค้น ค้นคว้า  จนพบเครื่องหมายกำกับการออกเสียง อยู่ในพระไตรปิฎกอักษรสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ใช้หลักไวยากรณ์กัจยาณะ คณะทำงานใช้เวลาเกือบ 20 ปีจนสามารถแยกพยางค์และการออกเสียงได้อย่างชัดเจน จนได้ออกมาเป็นพระไตรปิฎกฉบับสัชฌายะ โน๊ตเสียงปาฬิ และได้นำคำสวดในพระไตรปิฎก บันทึกเสียงออกมาเป็นดิจิทัลมากกว่า 9 พยางค์ กว่า 3,000 ชั่วโมง เป็นผลสำเร็จ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย พ.อ. (พิเศษ) สุรธัช บุนนาค  รองประธานมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล ศาสตราจารย์ ดร. ชิดชนก เหลือสินทรัพย์ ราชบัณฑิต ที่ปรึกษามูลนิธิพระไตรปิฏกสากล รองศาสตราจารย์ ดวงใจ ทิวทอง ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการออกเสียงสัชฌายะ รองศาสตราจารย์ ดร.ศศี พงศ์สรายุทธ  ประธานสาขาวิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก  ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างสรรค์โน๊ตเสียงปาฬิ ดำเนินรายการโดย คุณลักษณา จีระจันทร์ Series Producer สารคดีไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต
15:40 พิธีเปิดตัว Limited Box set สารคดีไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต โดยมี ดร.ท่านผู้หญิง ภรณี มหานนท์ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธาน
15:50 ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล มอบตัวอย่างเสียงสวดสัชฌายะดิจิทัล ที่ออกเสียงจากพระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ โน๊ตเสียงปาฬิ ชุด สก. กับคณะผู้อำนวยการผลิตสารคดีไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นธรรมทาน บรรจุไว้ใน Thumb drive ใน Box set
16:45 ฉายภาพยนตร์สารคดีชุด ตามรอยพระพุทธเจ้า 2 ไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต ตอน “การกลับมาของเสียงพระพุทธเจ้า”
17:30 ปิดงาน
Box set สารคดี ไตรปิฏก คำสอนมีชีวิต ในหนึ่งชุดจะประกอบไปด้วย DVD 13 แผ่น ๆ ละ 1 ตอน 2 version (ไทย-อังกฤษ) รวมทั้ง Thumb drive ความจุ 64 GB บรรจุสารคดีเฉพาะภาษาไทยทั้ง 13 ตอน และไฟล์เสียงสวดจากพระไตรปิฎก ฉบับสัชฌายะ โน๊ตเสียงบาฬิ ที่มูลนิธิพระไตรปิฎกสากลมอบให้ ประกอบด้วย
1. บทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย
2. บทสวดไตรสรณคมน์
3. บทสวดมงคลสูตร
4. บทสวดธัมมจักรกัปปวัตนสูตร
ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีและสวยงาม น้ำหนัก 800 กรัม
Share:

พส.ชูนิทรรศการแสดงผลงาน “หนึ่งเพียงหลวง หนึ่งผลิตภัณฑ์”

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 เวลา 12.45 น. ณ เวสต์เกตฮอล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการนิทรรศการแสดงผลงานโครงการโรงเรียนเพียงหลวง ประจำปี 2562
นางนภา กล่าวว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้น้อมนำพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา  สิริวัฒนาพรรณวดี ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนในถิ่นทุรกันดาร มาสนับสนุนการดำเนินโครงการโรงเรียนเพียงหลวงตามพระดำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ติดแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 18 จังหวัด โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ให้เด็กและครอบครัว เข้าถึงสิทธิสวัสดิการพื้นฐาน และพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้านเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีภาคีเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาทุนมนุษย์
เพื่อสร้างพลังแห่งการให้และแบ่งปัน ความยั่งยืนของชุมชนโรงเรียนเพียงหลวง จะเกิดขึ้นได้เมื่อบ้าน โรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมในการคิดและทำกิจกรรมร่วมกัน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยกองหนึ่งใจ...เดียวกันฯ จึงได้วางแนวทางให้ครอบครัวและชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมมาโดยตลอด ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้ริเริ่มดำเนิน “โครงการหนึ่งเพียงหลวงหนึ่งผลิตภัณฑ์” ซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต  ด้านการมีอาชีพ การสร้างรายได้ และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการนำปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนเพียงหลวงเข้ามาถ่ายทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น ให้กับเด็กนักเรียนและคนในชุมชนได้สืบทอด ต่อยอด รักษา และสามารถนำไปสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวอีกด้วย
นางนภา กล่าวต่อไปว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการริเริ่มเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนเพียงหลวง ได้นำนวัตกรรมตามโครงการ “หนึ่งเพียงหลวง หนึ่งผลิตภัณฑ์” มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้เด็กนักเรียนและครอบครัว ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมศักยภาพและความสามารถของเด็ก ครอบครัว และชุมชน ในการคิด ผลิต และแสดงผลงาน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชุมชน
อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักโรงเรียนเพียงหลวง และเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพียงหลวง สร้างรายได้ให้เด็ก ครอบครัว และชุมชนเพียงหลวง กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 500 คน ประกอบด้วย ตัวแทนนักเรียนและครูจากโรงเรียนเพียงหลวง 7 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเพียงหลวง 4 ฯ จังหวัดสตูล โรงเรียนเพียงหลวง 8 ฯ จังหวัดสุรินทร์ โรงเรียนเพียงหลวง 9 ฯ จังหวัดอำนาจเจริญ โรงเรียนเพียงหลวง 10 ฯ จังหวัดนครพนม โรงเรียนเพียงหลวง 16ฯ จังหวัดเชียงราย และโรงเรียนเพียงหลวง 17 (บ้านแส์ง) ฯ จังหวัดสะแก้ว รวมทั้งผู้ประสานงานโครงการโรงเรียนเพียงหลวง 18 จังหวัด กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียนเพียงหลวง ๔ ภาค กิจกรรมหัตถกรรมประดิษฐ์ (Craft Workshop) ได้แก่ ดอกกล้วยไม้จากเส้นพลาสติก พวงมาลัยผ้าขาวม้า และพวงกุญแจรูปหมวกจากผ้าใยกัญชง การแสดงพื้นบ้านเพียงหลวง 4 ภาค และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพียงหลวงที่หลากหลาย เป็นงานทำมือที่ทรงคุณค่า ชิ้นเดียวในโลก ราคาย่อมเยา
 “แม้โรงเรียนเพียงหลวงจะเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญจากในเมือง แต่เด็ก ๆ มีความสุขกับขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่น และมีภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ควรแก่การอนุรักษ์ไว้มิให้สูญหาย “ผลิตภัณฑ์เพียงหลวง” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาเด็กจากสิ่งที่เด็กมีและเป็นอยู่ ทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง มีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งหวังอย่างยิ่งว่าชุมชน สังคม และองค์กรทุกภาคส่วน จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรม ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ เป็นพลังผลักดันให้เด็กในถิ่นทุรกันดารพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป” นางนภาฯ กล่าวในตอนท้าย

Share:

พม. สานต่อพลังยุวอาสา แสดงผลงานโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ประจำปี 2562

วันนี้ (22 ส.ค. 62) เวลา 13.30 น. ที่เวสต์เกต ฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี นายยุพ นานา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน เปิดนิทรรศการแสดงผลงาน โครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต(Miracle of Life) ประจำปี 2562 ตามกรอบแนวคิด “พลังจิตอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ” เพื่อให้ทุกคนร่วมเป็นจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน
นายยุพ นานา กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ได้น้อมนำพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มาดำเนินโครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยบูรณาการกับภาคีเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานระดับท้องถิ่นต่างๆ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน สู่การเป็นยุวอาสา เพื่อชี้เป้าเฝ้าระวัง มีส่วนร่วมป้องกัน แก้ไข และพัฒนา ผ่านโครงการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางสังคม โดยในปี 2562 ได้ดำเนินการ
ในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ ลพบุรี หนองบัวลำภู นครพนม อำนาจเจริญ ตรัง และกระบี่
นายยุพ นานา กล่าวต่อไปว่า การจัดนิทรรศการแสดงผลงานโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ประจำปี 2562 เป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถ รวมถึงการสร้างการมีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสู่สังคมแห่งการให้ (Shift & Share) ซึ่งมีความสอดคล้องกับโครงการจิตอาสาพระราชทานตาม
แนวพระราชดำริ “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้วยทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทั้งนี้ มีโครงการชนะเลิศผ่านเข้ารอบระดับประเทศ ประจำปี 2562 จำนวน 12 โครงการ ได้แก่
1) โครงการ “เตาลำไย ด้อยโอกาส” โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านกลาง จังหวัดลำพูน
2) โครงการ “สวดไห้ ไส้หวด” โรงเรียนประชาราชวิทยา จังหวัดลำปาง
3) โครงการ “ถังกรองขยะเปียก” ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
4) โครงการ “โถ” โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
5) โครงการ “ปั๊มถ้วย...ช่วยรักษ์โลก” โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์
จังหวัดหนองบัวลำภู
6) โครงการ “App SMS (Sex Must Say)” โรงเรียนศรีบัวบานวิทยาคม จังหวัดนครพนม
7) โครงการ
“เท้าสาวไหม” โรงเรียนคึมใหญ่วิทยา จังหวัดอำนาจเจริญ
8) โครงการ “Genius Bed” โรงเรียนอำนาจเจริญพิทยาคม จังหวัดอำนาจเจริญ
9) โครงการ “Poopy Paper” โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ จังหวัดกระบี่
10) โครงการ “พี่ยิ้มแฉ่ง ชวนน้องฟันสวย
ด้วยมะม่วงหิมพานต์” โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยกระบี่
11) โครงการ “กล่องสร้างสรรค์ สานฝันให้เพียงหลวง” โรงเรียน
เพียงหลวง 9 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ จังหวัดอำนาจเจริญ และ
12) โครงการ “Phaingluang 10'S SEED” โรงเรียนเพียงหลวง 10 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ จังหวัดนครพนม
นายยุพ นานา กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2556-2561 ที่ผ่านเข้ารอบระดับประเทศ จำนวน 5 โครงการ ได้แก่
1) โครงการ “หุ่นละครมือสื่อสร้างสรรค์” โรงเรียนโนนสูงศรีธานี จังหวัดนครราชสีมา
2) โครงการ“Hello Massage” โรงเรียนถนนหักพิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์
3) โครงการ “หุ่นกระบอก 1300 แจ้งภัย ใส่ใจชุมชน” โรงเรียน
หนองโสนพิทยาคม จังหวัดพิจิตร
4) โครงการ “Smart Gens” โรงเรียนบ้านกลางพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก และ
5) โครงการ“จิ๋วแจ๋วพิทักษ์โรค” โรงเรียนบ้านหินช้าง จังหวัดระนอง
และภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ผ่านผลงานโครงการที่ชนะเลิศระดับจังหวัด “Innovation Land ตะลุยแดนนวัตกรรม” อีกทั้งโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2556 ทั้งสิ้น 52 โครงการ รวมทั้งกิจกรรมจากบูทสู่ความเป็นเลิศในชีวิต ทั้งบูทDesign Thinking กับการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โดยกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม บูทนักจัดกิจกรรมเยาวชนต้นแบบ โดยกลุ่มผู้นำนักจัดกิจกรรมด้านเด็กและเยาวชนต้นแบบ  (Youth Leader Transformation)บูทเกลานิสัยเปลี่ยนชีวิต โดย Peace Gen
 “ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมขับเคลื่อนโครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) เพื่อเสริมสร้างพลังจิตอาสา ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ให้เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้แห่งการให้ แผ่กิ่งก้านสาขาการมีจิตอาสา ครอบคลุมทุกพื้นที่และหวังให้พลังของเด็กและเยาวชนเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันกัน มีความร่วมมือซึ่งกันและกันในสังคม การปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและปลูกฝังการเป็น“ผู้ให้” 
พร้อมทั้งให้ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงศักยภาพ ร่วมสนับสนุนและให้โอกาสในการทำกิจกรรมของเด็กเพิ่มยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันสร้าง “คนดี เก่ง และมีคุณภาพ” และขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการช่วยกันพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่การเป็น “ผู้ให้” ตามพระดำริทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมเป็นเครือข่ายการทำงานด้านสังคมในระดับพื้นที่ สร้างสรรค์โครงการเพื่อให้ชุมชน สังคมเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ต่อไป” นายยุพ นานา กล่าวในตอนท้าย

Share:

ไทยประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพ AMEM ครั้งที่ 37 ‘สนธิรัตน์’ ผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์เชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน”

กระทรวงพลังงาน เตรียมพร้อมจัดงาน AMEM ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2562 ที่กรุงเทพฯ โดยนายกรัฐมนตรีของไทยจะเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการวันที่  4 กันยายน คาดว่าจะเป็นเวทีครั้งสำคัญเพื่อร่วมหาแนวทางบริหารจัดการพลังงานอย่างประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ภูมิภาคอาเซียน พัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสู่ความยั่งยืน และยังเป็นการแสดงศักยภาพของไทยในด้านการเป็น “ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน” 
วันนี้ (22 ส.ค. 62) นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานแถลงข่าว ความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครังที่ 37 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Ministers on Energy Meeting and Associated Meeting : 37th AMEM) โดยกล่าวว่า การประชุม AMEM จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2562 โดยประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี พ.ศ. 2562 จะเป็นเจ้าภาพจัดเวทีประชุมสร้างความร่วมมือ 3 กลุ่มผู้เล่นด้านพลังงาน
คือ เวทีระหว่างประเทศอาเซียน 10 ประเทศ เวทีระหว่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และเวทีระหว่างประเทศอาเซียนกับองค์กรระหว่างประเทศในประเด็นพลังงานต่างๆ ซึ่งในปีนี้มีแนวคิดหลัก (Theme) ของการประชุม AMEM คือ “Advancing Energy Transition Through Partnership and Innovation” คือมุ่งเน้นความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนสามารถก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานที่มีความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของอาเซียนที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มการเข้าถึงพลังงาน และสร้างพลังงานที่มีความยั่งยืนให้กับประชาชนในภูมิภาคอาเซียน
เวทีการประชุมในช่วงแรกวันที่ 2 – 3 กันยายน จะเป็นการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน จะมีขึ้นในวันที่ 4 – 5 กันยายน โดยจะมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งประเด็นหารือจะเป็นการสรุปกิจกรรมและผลงานรวมทั้งข้อเสนอต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนด้านพลังงานนำเสนอต่อรัฐมนตรีพลังงานของ 10 ประเทศ เพื่อรับทราบและเห็นชอบแผนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป  ส่วนการจัดประชุม   ทวิภาคีระหว่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา กระทรวงพลังงานจะเปิดโอกาสให้ผู้นำระดับรัฐมนตรีพลังงานและเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนได้พบปะเจรจาระหว่างการประชุม
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า “การประชุม AMEM ครั้งนี้เป็นเวทีที่ไทยจะได้แสดงบทบาทในการขับเคลื่อนความมั่นคง และความยั่งยืนทางพลังงานร่วมกับประเทศในภูมิภาค และยังเป็นโอกาสที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพให้นานาชาติประจักษ์ถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์เชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งที่มีอยู่เช่น ภาคการเกษตรของไทยที่สามารถพัฒนาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพรูปแบบต่างๆ รวมทั้งจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศที่จะเชื่อมโยงการลงทุนจากทุกภูมิภาคได้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้่จะมีความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การขยายปริมาณการซื้อขายไฟฟ้่าเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าพหุภาคีในโครงการลาว - ไทย - มาเลเซีย (LTM – PIP) จากเดิม 100 เมกะวัตต์เป็น 300 เมกะวัตต์ ซึ่งไทยเป็นประเทศทางผ่านของการเชื่อมโยงระบบสายส่งที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงเพียงพอ”  
นอกเหนือจากเวทีประชุมความร่วมมือดังกล่าว ยังมีการจัดกิจกรรม ASEAN Energy Business Forum (AEBF) คู่ขนานไปกับการประชุมหลัก โดยจะเป็นงานนิทรรศการ และการแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานจากผู้ประกอบการ รวมทั้งการจัดสัมมนาภายใต้หัวข้อหลัก “Renewable Energy Innovation Week” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอาเซียนและประเทศต่าง ๆ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการบูรณาการเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนและดึงดูดนักลงทุน รวมทั้งจะมีการจัดพิธีมอบรางวัล ASEAN Energy Awards ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีควบคู่กับการประชุม AMEM เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันผลักดันให้เกิดการขยายการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน และผลักดันให้เกิดการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน
37th AMEM ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
การประชุม AMEM ครั้งที่ 37 จะมีส่วนช่วยผลักดันและสนับสนุนให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 2559 – 2579 บรรลุเป้าหมายในการเสริมสร้างความมั่นคง มีความยั่งยืนทางด้านพลังงาน เกิดการค้า การลงทุน และการพัฒนาด้านพลังงาน สอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านพลังงาน (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation: APAEC) พ.ศ. 2559 – 2568 ระยะที่ 1 พ.ศ. 2559 – 2563 อาทิ การขยายปริมาณรับซื้อไฟฟ้าโครงการ LTM-PIP จำนวน 300 เมกะวัตต์ การปรับมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในอาเซียน อาทิ อุปกรณ์ส่องสว่างและเครื่องปรับอากาศ การลดความเข้มการใช้พลังงานให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2563 การผลักดันให้อาเซียนมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นเป็นร้อยละ 23 ภายในปี 2568 การปรับปรุงฐานข้อมูลอาเซียนด้านพลังงานให้เป็นมาตรฐานสากลภายในปี พ.ศ. 2563 การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี การเสริมสร้างศักยภาพด้านพลังงานนิวเคลียร์ในด้านการกำกับดูแลเทคนิคและความปลอดภัย เป็นต้น
สำหรับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านพลังงานมี 7 สาขา และ 1 เครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญ ประกอบด้วย
1) ความเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน
2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับขนส่งก๊าซธรรมชาติ
3) การส่งเสริมเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด
4) การส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
5) การส่งเสริมพลังงานทดแทน
6) การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและอนุรักษ์พลังงาน
7) การจัดทำนโยบายและแผนอาเซียนด้านพลังงาน รวมถึงเครือข่ายความร่วมมือด้านการกำกับกิจการพลังงาน

Share:

เปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น” ครั้งแรกในประเทศไทย ณ รถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร นำเสนองานศิลปะผ่านแก้วกาแฟสไตล์จีนร่วมสมัยที่เปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสและภาพวาดสามมิติผสานเทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality)

นายวิคเตอร์ เซียห์ (กลาง) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น” ครั้งแรกในประเทศไทย ณ รถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร นำเสนองานศิลปะผ่านแก้วกาแฟสไตล์จีนร่วมสมัยที่เปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสและภาพวาดสามมิติผสานเทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality) 
สุดล้ำกระจายอยู่ทั่วสถานีภายใต้คอนเซ็ปท์ “ดินแดนหอมหมื่นลี้” พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้แก่ นายโจโจ้ เดลา ครูซ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ โดยมี นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด นางสาวปัณพัท เตชเมธากุล (ที่ 2 จากขวา) ศิลปินนักวาดชื่อดัง พร้อมด้วย นายจิรายุ ตั้งศรีสุข (ที่ 2 จากซ้าย) แบรนด์แอมบาสเดอร์ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู นายธนภพ ลีรัตนขจร (ขวา) แบรนด์แอมบาสเดอร์ เนสกาแฟ อเมริกาโน่ และ นางสาวชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง (ซ้าย) ร่วมงาน ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกร
(จากซ้าย) นางสาวปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินนักวาดชื่อดัง ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านแก้วกาแฟสไตล์จีนร่วมสมัยภาย ใน เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และ นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด
บรรยากาศการพูดคุยถึงที่มาของเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น
(จากซ้ายไปขวา) เหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังได้แก่ นายวฤธ หงสนันทน์  นางสาวสะคราญกมล อุทัยศรี  นางสาวปุญญพัฒน์ ถนอมกุล  นางสาวภัคญดา ชุติดนัยกุล  นายฐณส หงสนันทน์  นายวรวุฒิ โตวิรัตน์  และ นางสาวปาวา นาคาศัย ภายในงานเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น”  
(จากซ้าย) นางสาวปาวา นาคาศัย  นางสาวณิชชา บุณยากร  นางสาวปุญญพัฒน์ ถนอมกุล และ นายวรวุฒิ โตวิรัตน์ ถ่ายรูปกับภาพวาดสามมิติผสานเทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality) ภายใต้คอนเซ็ปท์ “ดินแดนหอมหมื่นลี้” 
นายภัทร์ ฉัตรบริรักษ์ ภายในงานเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น”  
คู่แม่ลูกแฟชั่นนิสต้า คุณลี พึ่งบุญพระ และ คุณภัทรพล พึ่งบุญพระ ขณะเดินพรมแดงเข้าภายในงาน
คุณผึ้ง-สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ที่ 2 จากซ้าย) คุณแอ๋-ฤาชุตา บุญสูง (กลาง)  และ คุณฟอร์ด-กุลวิทย์ เลาสุขศรี (ที่ 2 จากขวา) และเพื่อนภายในงานเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น” ณ รถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร
บรรยากาศการเดินพรมแดงของเหล่าเซเลบริตี้ และนักแสดงชื่อดัง ภายในงานเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น” ครั้งแรกในประเทศไทย ณ รถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร
คู่พี่น้อง นางสาววาริธร กันท์ไพบูลย์ และ นางสาววารีนิธิ กันท์ไพบูลย์
สองเซเลบริตี้หนุ่ม นายวฤธ หงสนันทน์ และ นายฐณส หงสนันทน์
นางสาวอัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ 
นายจิรายุ ตั้งศรีสุข แบรนด์แอมบาสเดอร์ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู
นางสาวชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง นางแบบและนักแสดง
บรรยากาศภายในงานเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ตสเตชั่น” ครั้งแรกในประเทศไทย ณ รถไฟฟ้า MRT สถานีวัดมังกร
 จุดถ่ายรูปสามมิติผสานเทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality) สุดล้ำกระจายอยู่ทั่วสถานีภายใต้คอนเซ็ปท์ “ดินแดนหอมหมื่นลี้”
มินิคอนเสิร์ตโดยสามหนุ่ม เจมส์–จิรายุ ตั้งศรีสุข  ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร และ เจมส์–ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ







Share:

“กองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม” จัดงาน “The S-curve Exponential Showcase 2562” งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตร เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ด้าน Branding และการใช้ Social Media เพื่อการสร้างแบรนด์ คาดการณ์ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อปีกว่า 445 ล้านบาทอย่างแน่นอน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางการตลาด SMEs และผู้ให้บริการไอทีด้วย Social Media ประจำปี 2562 ขึ้น ภายใต้ชื่อหลักสูตร “The S-curve Digital Branding” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำให้กับผู้ประกอบการในการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ และ Social Media เพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้น่าสนใจและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น
บัดนี้ทางโครงการได้จัดการอบรมและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโครงการสำเร็จลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์ จึงได้จัดงาน “The S-curve Exponential Showcase 2562 งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตร” หลักสูตร Digital Branding สำหรับ SMEs และ Startup โดยได้รับเกียรติจาก นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ณ Thailand Creative Design Center (TCDC) ถนนเจริญกรุง 
​นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน SMEs เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางการตลาด SMEs และผู้ให้บริการไอทีด้วย Social Media ประจำปี 2562 ขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม - สิงหาคม ภายใต้ชื่อหลักสูตร “The S-curve Digital Branding” 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำให้กับผู้ประกอบการในการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์และ Social Media เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้น่าสนใจและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ทำให้เกิด Success Case ในการประยุกต์ใช้ Social Media ในธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดขึ้นมาแล้วนั้น ซึ่งบัดนี้โครงการได้จัดการอบรมและดำเนินกิจกรรมต่างๆ สำเร็จลงอย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตตามรายละเอียดกิจกรรมดังนี้คือ
1. การจัดอบรมด้าน Digital Branding ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และผู้ให้บริการไอทีจำนวน 3 รุ่น รวมทั้งหมด 90 ราย ได้แก่
1.1 "The S-curve Startup" หลักสูตร Digital Branding สำหรับผู้ให้บริการไอที Startup
จำนวน 1 รุ่น 20 ราย
1.2 “The S-curve SMEs" หลักสูตร Digital Branding Bootcamp สำหรับ SMEs
จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 35 ราย รวมเป็น 70 ราย
​ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ได้เข้าร่วมอบรมรุ่นละ 6 ครั้ง จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศในวงการการตลาดและการสร้างแบรนด์ พร้อมกับได้รับคำปรึกษาแนะนำเชิงลึกจากวิทยากรประจำโครงการ และมีโอกาสร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด
2. การออก Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์และแสดงศักยภาพของผู้ให้บริการไอทีและสตาร์ทอัพ
ผู้ให้บริการไอทีและสตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม Road Show ในที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ได้มีการออกบูธในงาน Smart SME Expo ซึ่งมีผู้ร่วมชมบูธมากกว่า 300 คน และภูมิภาค ในงานสัมมนา Digital Branding 5G ซึ่งทางโครงการได้จัดขึ้นร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และธนาคารกสิกรไทย ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดรวมกันมากกว่า 600 คน​
​โดยผลลัพธ์ในการดำเนินการสร้างองค์ความรู้ด้าน Branding และการใช้ Social Media เพื่อการสร้างแบรนด์ ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น สามารถขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการประยุกต์ใช้ Social Media เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด ให้เกิดยอดขายและลดต้นทุนไม่น้อยกว่า 10% และผู้ประกอบการ SMEs ร้อยละ 67.14 ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีพัฒนาการสื่อสารแบรนด์ผ่าน Social Media โดยสามารถเพิ่มยอดขายเดือนรวมกว่า 37 ล้านบาท และคาดการณ์ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อปีเป็นเงินกว่า 445 ล้านบาท
ด้วยเหตุนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้จัดงาน “The S-curve Exponential Showcase 2562 งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตร” หลักสูตร Digital Branding สำหรับ SMEs และ Startup โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ความสำเร็จของผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมโครงการณ รวมถึงมอบเกียรติบัตรเพื่อเป็นการแสดงความยินดี พร้อมเปิดให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจได้เข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562 เวลา 9:00 น. - 16:00 น. ณ Thailand Creative Design Center (TCDC) ถนนเจริญกรุง 
โดยภายในงานประกอบด้วย การแถลงผลการจัดอบรมและกิจกรรมของโครงการฯ และพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนในภาคบ่ายเป็นการบรรยาย โดยวิทยากร คุณเตฌิณ โสมคำ ในหัวข้อ "Branding Exponential SME" พร้อมการเสวนา Success Story จากตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอันเกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการนี้อย่างประสบความสำเร็จ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้ จะมีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs (Strong SMEs) และสร้างให้เกิดผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (New Warriors) ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวปิดท้าย

Share:

FABCE BOOK :: เรื่องราว..ข่าว..ไลฟ์สไตล์

Featured Post ::

Bookie and Bobby’s อาหารอร่อยพร้อมเสิร์ฟความสุขส่งตรงถึงบ้านแบบเดลีเวอรี่

ถ้าคุณนึกถึง สโมกโปรดักส์ ไส้กรอก ริบ บาร์บีคิว ...   Insight Out Story.com...  ขอนำเสนอความอร่อย เอาใจสายบาร์บีคิว ที่ Bookie and Bobb...

Deep Tissue Massage Yoga

Translate

Popular Post ::

STATISTICS ::

Recent Posts ::

Sunrise Wine Yoga

นิทรรศการ “MODVLXXR”

บทความที่ได้รับความนิยม

Contact Us ::

Telephone :: คุณเอ๋​ (+66) 081 434 5154
Email :: Nichapa_jea@hotmail.com

Add Line Click 👇👇

Recommended

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *