สำนักพัฒนาสังคม กทม. ร่วมกับ Chersery Home International จัดแข่งขันกีฬามหาสนุกสานสัมพันธ์วัยเก๋า เสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569  กรุงเทพมหานครโดยสำนักพัฒนาสังคม ร่วมกับโรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู Chersery Home International จัดกิจกรรมการแข่งขัน “กีฬามหาสนุกสานสัมพันธ์วัยเก๋า” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมทำให้ผู้สูงอายุ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ลดภาวะติดบ้านติดเตียง และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ณ บ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. 

โดยตระหนักว่า “ผู้สูงอายุ” นับเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เป็นคลังแห่งประสบการณ์ และภูมิปัญญาของสังคม การดูแล ส่งเสริมและสร้างกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข มีพลังกายและพลังใจในการดำรงชีวิต โดยมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

งานนี้ได้รับเกียรติจากคุณพรรัตน์ อัครฐานิชนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด Chersery Home International กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดกิจกรรม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม นางสาวกาญจนา ภูพิพัฒน์ผล กล่าวรายงาน และ นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน

คุณพรรัตน์ อัครฐานิชนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด Chersery Home International กล่าวว่า โรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู Chersery Home International ภายใต้การบริหารโดย นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้อำนวยการ ฯ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือกับทางกทม. หน่วยงานภาครัฐ โดยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาการสร้างการรับรู้ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม ซึ่งการจัดการแข่งขันกีฬามหาสนุกสานสัมพันธ์วัยเก๋าในวันนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้สูงอายุได้มาพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม


การแข่งขัน “กีฬามหาสนุกสานสัมพันธ์วัยเก๋า” ในวันนี้ ไม่เพียงแต่เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย แต่ยังช่วยพัฒนาสุขภาวะด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคม ทำให้ผู้สูงอายุ ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ และนอกจากนี้การแข่งขันไม่ได้มุ่งเน้นผลแพ้ชนะเป็นสำคัญ แต่เป็นการสร้างความสามัคคี ความสนุกสนาน ความรัก และรอยยิ้ม อันจะนำไปสู่การมีชีวิตที่มีความสุขต่อไป


ภายในงานมีเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น ประมาณ 150 คน ประกอบด้วยผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ชมรมผู้สูงอายุศูนย์บริการสาธารณสุข64 คลองสามวา ผู้สูงอายุจากศูนย์บริการผู้สูงอายุดินแดง ผู้สูงอายุจากบ้านผู้สูงอายุบางแค 2 ผู้สูงอายุจากบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเดินขบวนพาเหรดของผู้สูงอายุ

การประกวดเชียร์ลีดเดอร์ และกองเชียร์ การแข่งขันแชร์บอลบนบกและแชร์บอลในน้ำ รวมถึงการแข่งขันกีฬามหาสนุก ซึ่งล้วนออกแบบให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้สูงอายุ เน้นความปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความสามัคคีและการมีส่วนร่วมในการแข่งขัน ตลอดจนมีบูธกิจกรรมมากมายที่มาร่วมให้การสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันครั้งนี้ อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์ "ฮารุนะ" นวัตกรรมพรีไบโอติค ปรับสมดุลลำไส้ แก้ท้องผูกที่ต้นเหตุ , Certainty ชุดเซ็ตการดูแลผู้สูงอายุ , UPMONEY FINANCE by Allianz ayudhya , ธนาคารกรุงศรี First Choice , Matsunaga Thailand มัตซึนากะ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ , Genjoy น้องหมาน้องแมวเพื่อนแสนรู้คู่ใจเคียงข้างผู้สูงอายุ 

การแข่งขันกีฬามหาสนุกสานสัมพันธ์วัยเก๋าในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานครในการสร้างสังคมที่เอื้อต่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)โดยให้ผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายทางสังคมอันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และร่วมกันขับเคลื่อนสังคมผู้สูงอายุให้เป็นสังคมแห่งพลังและคุณค่าต่อไป



Share:

“ฮารุนะ” นวัตกรรมพรีไบโอติค ปรับสมดุลลำไส้ แก้ท้องผูกที่ต้นเหตุ Startup ไทย ด้าน Healthtech เตรียมเดินหน้ารุกตลาดในไทยและต่างประเทศ

บริษัท วีทีเค อินโนกรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แบรนด์ “ฮารุนะ” ผงผักพรีไบโอติก ตอกย้ำนวัตกรรมแบรนด์ไทย เดินหน้าขยายธุรกิจ เตรียมรุกตลาดในประเทศและต่างประเทศ 

นายนที ศิริธรรมวัฒน์ กรรมการบริษัท วีทีเค อินโนกรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงการพัฒนาสูตร “ผงผักพรีไบโอติก” ว่า เดิม "บริษัท วีทีเค อินโนกรุ๊ป จำกัด" เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารเสริม  ได้พัฒนาสูตร "ผงผักพรีไบโอติก" มาเพื่อดูแลลูกของกรรมการท่านหนึ่งที่ท้องผูก หาหมอทานยาอะไรก็ไม่หาย  จนน้องหายท้องผูกแบบธรรมชาติ
    
ในปี 2560 ได้ไปขอสนับสนุนทุนจาก NIA (สำนักงาน นวัตกรรมแห่งชาติ)  เพื่อทดสอบประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ ได้ผลการทดสอบว่า "ผงผักพรีไบโอติก" นี้ สามารถช่วยเรื่องการปรับสมดุลจุลินทรีในลำไส้ และลดอาการท้องผูกได้ดีมาก  โดยมีผลงานวิจัย คือ จากการทดสอบในระบบลำไส้จำลอง (Gut Model) : ผงผักนี้ สามารถสร้างจุลินทรีในลำไส้เพิ่ม ในจำนวนที่สมดุล และส่งผลให้ ลำไส้มีค่ากรดไขมันห่วงโซ่สั้น (Post Biotic) ใกล้เคียงกับลำไส้ที่แข็งแรง 
มีการทดสอบกับผู้ใช้ที่เป็นเด็ก สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้ 98.4%  (คือแก้อาการท้องผูกได้ดีมาก)

นายนที กล่าวต่อว่า ทางบริษัท จึงได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “ฮารุนะ” ที่สื่อถึงความเบาสบาย ทุกวัน  และเริ่มจำหน่ายโดยเริ่มที่ กลุ่มตลาดกลุ่มแรกคือ เด็กอายุ ครึ่งปี - 8 ปี   (จากค่าสถิติ มีเด็กท้องผูก ในไทย จำนวนประมาณ 700,00 คน ต่อปี)
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “ฮารุนะ”  ได้รับเสียงการตอบรับเป็นอย่างดี หลังจากวางจำหน่าย ทางบริษัท ฯ จึงได้นำผลิตภัณฑ์เข้าประกวดในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ "นิลมังกร" The Reality ธุรกิจนวัตกรรมแห่งประเทศไทย  โดย NIA ซึ่งได้เข้ารอบ Final 12 ทีมสุดท้าย 
 และโครงการประกวด "สุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2022 "   โดย Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย ซึ่งได้รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านเศรษฐกิจ”

ขณะเดียวกัน ทางบริษัทพบว่า "ผงผักฮารุนะ" นอกจากจะสามารถแก้อาการท้องผูกเด็กได้แล้ว ยังสามารถช่วยฟื้นฟูลำไส้ และลดอาการท้องผูก "ผู้ใหญ่" ได้อีกด้วย โดยมีผู้ใหญ่ที่ท้องผูกมา 10 ปี , 20 ปี , 40 ปี  ทานแล้วขับถ่ายดีขึ้น จนเป็นลูกค้าประจำและประเทศไทยขนาดตลาดผู้ใหญ่ที่ท้องผูก มีเยอะกว่าเด็กหลายเท่า
ด้านการจัดจำหน่าย นายนที กล่าวว่า หลังจากพบว่า ช่วยฟื้นฟูลำไส้และลดอาการท้องผูก ผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทางบริษัท ฯ จึงจัดทำ Packaging ผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็น "ซองซาเช่เล็ก" ใช้พกทานได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ใหญ่และแบบเยลลี่ และได้เริ่มวางจำหน่ายในปลายปี 2566  ทาง Online และร้านขายยาชั้นนำ เพื่อให้คนไทยได้ทาน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ดี  มีลำไส้ที่แข็งแรง ในราคาที่ไม่แพง จับต้องได้  
นอกจากนี้ ทางบริษัท ฯ ยังนำ “ฮารุนะ” เข้าทำการวิจัย Clinical Study  กับผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรัง กับ มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้ผลช่วยผู้ป่วยได้ดีมากและช่วยลดการทานยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  จึงเป็นการช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกทาง
ปัจจุบัน “ฮารุนะ” เป็น Startup ไทย ด้าน Healthtech ที่อยู่ในระหว่างการระดมทุนและขยายธุรกิจสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ
Share:

‘ทีเส็บ’ ดันไมซ์ไทยแรงต่อเนื่อง เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติเภสัชฯ ครบวงจร ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

ทีเส็บเดินหน้าสร้างผลงานดันไมซ์ไทยสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง คว้าชัยเจ้าภาพ 3 งานประชุมเภสัชศาสตร์นานาชาติครบวงจรระหว่างปี 2569–2570 มั่นใจดึงดูดเภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนทั้งจากไทยและทั่วโลกกว่า 3,200 คน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 151 ล้านบาท ชูภาพลักษณ์ไทยจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำการประชุมสายการแพทย์ ตอกย้ำความเข้มแข็งของบุคลากรสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยในการร่วมมือกับทีเส็บส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพระดับสากล ช่วยผลักดันนโยบายทีเส็บใช้งานประชุมการแพทย์นานาชาติร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub 

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจเป็น National Bidder การร่วมมือกับบุคลากรและองค์กรในสาขาวิชาชีพเภสัชกรรมจนสามารถดึงงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ 3 งานต่อเนื่องกันและมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งกลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร/องค์กร ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมเภสัชศาสตร์แบบครบวงจรเป็นครั้งแรก ถือเป็นผลงานเด่นของอุตสาหกรรมการประชุมนานาชาติของไทย โดยเฉพาะในสายการประชุมด้านการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ เพราะนอกจากสามารถใช้เป็นเวทีพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งในช่วงของการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์และการประกอบการจริงของวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย ยังเป็นเวทีให้ผู้ร่วมงานจากนานาชาติได้มีโอกาสเรียนรู้ศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรไทยในการร่วมมือต่อยอดพัฒนาวิชาชีพนี้ ตอกย้ำจุดยืนของทีเส็บในการใช้การจัดงานไมซ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

“ความสำเร็จในการดึงงานครั้งนี้เป็นผลจากความเข้มแข็งของบุคลากรในสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับวิชาชีพผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศ และทีเส็บได้รับความร่วมมือด้วยดีจากบุคลากรทั้งสามองค์กรของไทย จนสามารถดึงงานทั้งสามงานมาจัดที่เมืองไทย สะท้อนความเข้มแข็งของระบบนิเวศไมซ์ไทยที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติให้เมืองไทยเป็นสถานที่จัดงาน”

 งานประชุมนานาชาติเภสัชศาสตร์ทั้งสามงานประกอบด้วย งาน The 71st International Pharmaceutical Students' Federation (IPSF) World Congress 2026 กำหนดจัดวันที่ 29 กรกฎาคม–11 สิงหาคม 2569 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 500 คน และคนไทย 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศราว 33 ล้านบาท เวทีนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์จากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2554 ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นางสาวมัญชรี แสงเมือง-สะกอลละโวล ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ ปี 2025–2026 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า ในนามของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติหรือ International Pharmaceutical Students' Federation ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดงาน IPSF World Congress ปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของคนรุ่นใหม่ของวงการเภสัชศาสตร์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ การได้รับความไว้วางใจจากกว่า 100 ประเทศในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จขององค์กรผู้จัดและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และความร่วมมือด้านเภสัชกรรมและสุขภาพในระดับโลก ดิฉันเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของวิชาชีพเภสัชกรรมให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

นายกฤตภาส มาณะศิลป์ ประธานโครงการ The 71st IPSF World Congress 2026 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน 71st IPSF World Congress 2026 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิชาการ และสาธารณสุขในระดับนานาชาติ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง งานประชุมนี้จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาททางวิชาการของประเทศไทยบนเวทีโลก”

งานที่สองคืองาน The 31st Congress of the Federation of Asian Pharmaceutical Association (FAPA Congress 2026) หรือการประชุมสหพันธ์เภสัชกรรมสมาคมแห่งเอเชีย ครั้งที่ 31 กำหนดจัดวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 6 ครั้ง สะท้อนถึงการยอมรับศักยภาพบุคลากรเภสัชกรรมไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 1,500 คน และคนไทย 500 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 99 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมครอบคลุมทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบวิชาชีพ หน่วยงานกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมยา และภาคการศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร. ภก. พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานการจัดงาน FAPA Congress 2026 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน FAPA Congress 2026 เป็นครั้งที่ 6 เป็นสถิติสูงสุดในบรรดาประเทศสมาชิก สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรเภสัชกรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Pharmacists in Action across Asia” เรามุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน จากมากกว่า 25 ประเทศเข้าร่วมงาน นอกจากจะสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคเอเชียต่อไป”

อีกหนึ่งงานสำคัญ คือ Asian Association of Schools of Pharmacy Conference 2027 (AASP 2027) ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี กลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในรอบ 22 ปี หลังจากเคยจัดครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในปี 2005 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–2 กรกฎาคม 2570 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 300 คน คนไทย 200 คน และผู้ร่วมแสดงสินค้า 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 19.8 ล้านบาท

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร. ภก. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานการจัดงาน AASP 2027 กล่าวว่า “คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ AASP 2027 Conference ครั้งที่ 13 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมทางเภสัชกรรม การเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษา องค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันมาตรฐานการดูแลสุขภาพของไทยให้เทียบเท่าสากล ภายใต้แนวคิด 3Cs: Community, Collaborate, Contribute คณะฯ มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวงการเภสัชศาสตร์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

“ทีเส็บ ในบทบาทของประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention & Exhibition Hub) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ดังนั้น การที่ประเทศไทยสามารถดึงงานประชุมด้านเภสัชศาสตร์เข้ามาจัดได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำขีดความสามารถทางวิชาการด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย และความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการประชุมในระดับสากล และด้วยเหตุผลดังกล่าวทีเส็บมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนดึงงานระดับโลกของวงการเภสัชศาสตร์อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกับทุกท่านจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวปิดท้าย

อุตสาหกรรมยาเป็นหนึ่งในหลักประกันความมั่นคงของสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของประเทศทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย มีหลักประกันด้านสุขภาพและความเสี่ยงของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ องค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมจึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันความปลอดภัยด้านสุขภาพ การเข้าถึงยาของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในภาพรวม



Share:

เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน   ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 - 2573) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งยกระดับระบบประกันภัยจากเครื่องมือทางเลือก สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” และเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงใหม่และภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ “แปลงแผนสู่ผลลัพธ์ที่ ซึ่งการดำเนินการที่สำคัญของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 จับต้องได้” โดยสำนักงาน คปภ. จะดำเนินงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งการขับเคลื่อนในปี 2569 หัวใจคือการทำให้ระบบประกันภัยไทย “อึด – รับ – ทั่ว – ล้ำ” โดยมี คน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ข้อมูล เป็นฐานในการวิเคราะห์และกำหนดนโยบาย เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพ และ การบูรณาการ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านการติดตามและการวิเคราะห์ตามบริบทธุรกิจประกันภัยอย่างสม่ำเสมอแบ่งตามหมวดยุทธศาสตร์ตามแผน 5 ดังนี้ 

อึด = ยุทธศาสตร์ที่ 1 Stability สร้างระบบประกันภัยที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับอนาคต การสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย  ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ 

ประเด็นที่ 1 ยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. จะปรับบทบาทการกำกับดูแลจากการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” โดยนำข้อมูลและระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงของคนกลางประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเดินหน้าสู่การชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการแอบอ้าง อันเป็นการยกระดับการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” สู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับการเสนอขายจากผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม 

ประเด็นที่ 2 คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการประกันภัย โดยปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิจากการ “รับเรื่องร้องเรียน” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นทาง” โดยกำหนดตัวชี้วัด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อคุณภาพบริการอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการให้ข้อมูลแก่ประชาชนให้เข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างถูกต้อง และใช้ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มข้อร้องเรียนเพื่อแก้ไขเชิงระบบล่วงหน้า โดยตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงอย่างน้อยร้อยละ 15 และมุ่งยกระดับ “คุณภาพทั้งระบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยอย่างยั่งยืน 

ประเด็นที่ 3 ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสาขาบริษัทประกันภัยในส่วนภูมิภาค โดยเพิ่มการกำกับดูแลตาม Market Conduct สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไป          สู่การกำกับดูแลด้าน Market Conduct อย่างเข้มข้น โดยใช้แนวทาง Risk-focused Supervision และข้อมูลข้อร้องเรียนเป็นฐาน   ในการประเมิน เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งการเสนอขายอย่างเป็นธรรม (Fair Selling)          การพิจารณาสินไหมที่รวดเร็ว โปร่งใส การดูแลลูกค้าหลังการขาย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้รับบริการในมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไทย 

ประเด็นที่ 4 ยกระดับความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยผ่านการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม สำนักงาน คปภ.  จะเดินหน้าการกำกับดูแลแบบ Group-Wide Supervision อย่างเต็มรูปแบบ โดยบังคับใช้หลักเกณฑ์และกำหนดให้กลุ่ม ธุรกิจประกันภัยรายงานข้อมูลระดับกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความเสี่ยงที่แท้จริง” ของทั้งกลุ่มธุรกิจ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ (Domino Effect) อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถ     จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง 

ประเด็นที่ 5 ผลักดันให้เกิด Insurance Community และยกระดับไทยสู่ ASEAN Insurance Hub โดยสร้าง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยง “คน ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ” ระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และ ภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนา Innovation Center และส่งเสริม InsurTech ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพและจัดทำ Insurance Learning Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ของอุตสาหกรรม อันจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง   ด้านประกันภัยของภูมิภาค (ASEAN Insurance Hub) ในระยะยาว 

รับ = ยุทธศาสตร์ที่ 2 Resilience ระบบประกันภัยสามารถรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ สำนักงาน คปภ.   ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ซึ่งเป็น “กันชนทางการเงิน” สำคัญของระบบ ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมทั้งพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่แห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายในอนาคต ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมั่นคง 

ทั่ว = ยุทธศาสตร์ที่ 3 Inclusion ผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงและรองรับสังคมสูงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ 

ประเด็นที่ 1 บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โดยขยายการใช้จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้ข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก โปร่งใส ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย และยกระดับระบบประกันภัยไทยสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ 

ประเด็นที่ 2 ยกระดับพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายว่า “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกฎหมาย” โดยขยายโมเดลต้นแบบสู่ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ พ.ร.บ. เป็น “หลักประกันพื้นฐาน” ที่ประชาชนพึ่งพาได้ และช่วยลดความสูญเสียของประเทศในระยะยาว 

ประเด็นที่ 3 เสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัยให้แก่สื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านการประกันภัยที่ถูกต้องและเชื่อถือได้      โดยต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 87 คน และเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Reunion และเปิดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรและ Workshop สำหรับสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านประกันภัย กฎหมาย และบทบาทการกำกับดูแล นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “น้องพิทักษ์ (PITAK)” มาสคอตประจำสำนักงาน คปภ. เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้มากขึ้น และสามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการ           สร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างมั่นใจ 


ล้ำ = ยุทธศาสตร์ที่ 4 Technology&Data-Driven ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมี ความรับผิดชอบ
ประกอบด้วย การพัฒนา AI เทคโนโลยีดิจิทัล และ Open Insurance เพื่อการกำกับดูแลยุคใหม่ โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดัน Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย  ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง 

“การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแล การพัฒนากลไกรองรับภัยพิบัติ การขยายการเข้าถึงระบบประกันภัย หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน การได้รับความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐานและสามารถพึ่งพาได้จริง “เพราะประกันภัยไม่ใช่เพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของชีวิต เศรษฐกิจ และประเทศ” และขอขอบคุณสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูล นโยบาย และทิศทางการพัฒนา ระบบประกันภัยไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ เข้าถึงการประกันภัยอย่างเหมาะสม และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน และเป็นหลักประกันสำคัญในการดูแลประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย        

เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพ

Share:

ประเทศสาธารณรัฐตูนีเซีย Republic of Tunisia


บนสุดของทวีปแอฟริกาเหนือ เปี่ยมด้วยมนต์ขลังทาง

วัฒนธรรม ผสมผสานร่องรอยอารยธรรมโบราณตั้งแต่ยุค

กรีก และโรมัน ดินแดนแห่งความหลากหลาย

 :-เชื่อสายตากับภาพวิลล่า และมาริน่าที่เรียงรายไปด้วยเรือ

ยอชต์ลําหรู ส่วนตอนใต้ จะตรึงคุณไว้ด้วยความงดงามของทะเลทราย แคนยอน โอเอซิส และเรื่องเล่าขานจาก(ชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ทั้งหมดนี้คือขุมทรัพย์เส้นทางซึ่งจะมอบ) ประสบการณ์

Share:

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 095 469 4415
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก