SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต

ข้าว Low Carbon จากโครงการนี้ SCBX ได้นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การใช้ในกิจกรรมองค์กรเพื่อสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายสุธีพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX กล่าวว่า “SCBX ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ความร่วมมือกับ NZC ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายไปเชื่อมโยงกับลูกค้าและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NZC กล่าวว่า

“NZC เชื่อว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกับ SCBX ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างทั้งรายได้และผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน”

สำหรับ NZC เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกพืชเป็นหลักประมาณ 4.5–5 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรผู้ถือครองทำการเกษตรกว่า 8.7 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCBX ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับ NZC ในโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในเวทีโลก

**********

Share:

Exclusive Interview: นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เจาะลึกวิสัยทัศน์โครงการ “ที่พักฮีลใจ: My Healing Home” กับการยกระดับโฮมสเตย์ไทยสู่หมุดหมายการพักผ่อน ผ่านนิยาม “มหัศจรรย์แห่งความเรียบง่ายที่สัมผัสได้ด้วยใจ”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ด้วยทิศทางที่ชัดเจนในการยกระดับจากการกระตุ้นการเดินทาง ไปสู่การสร้างคุณค่าของประสบการณ์ ภายใต้แคมเปญ

“สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับ Meaningful Experience การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และความสมดุลของชีวิตมากยิ่งขึ้น

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยวิสัยทัศน์

การต่อยอดแนวคิดดังกล่าว ผ่านโครงการใหม่ “ที่พักฮีลใจ: My Healing Home” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นพื้นที่พักพิงทางใจที่ช่วยเติมเต็มความสุข และสะท้อนทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่มุ่งสร้างทั้งคุณค่า ประสบการณ์ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน

โครงการ “ที่พักฮีลใจ - My Healing Home” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” และสร้างมิติของความสุขที่ต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง?

สุขทันทีที่เที่ยวไทยคือเป้าหมายหลักของ ททท. ที่อยากทำให้คนออกเดินทางเที่ยวเมืองไทย และค้นพบความสุข

ได้ง่าย ๆ ในทุกวันครับ ซึ่งโครงการที่พักฮีลใจจะเข้ามาเติมความสุขนั้นในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือไม่ใช่แค่ไปเที่ยว

แล้วจบ แต่เป็นการได้พักผ่อนจริง ๆ ได้ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ แล้วยังได้พลังชีวิตกลับไปด้วย เรียกว่าเป็น Meaningful Experience จากการท่องเที่ยว ยกระดับจากสุขทันทีให้เป็นความสุขที่ยั่งยืนได้นั่นเองครับ

ในแง่กลยุทธ์ ทำไม “โฮมสเตย์” จึงเป็นหัวใจสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนของโครงการนี้?

สิ่งที่นักเดินทางยุคนี้ต้องการคือความจริงใจครับ ซึ่งโฮมสเตย์สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยประสบการณ์ที่จริงใจ

ทั้งความสัมพันธ์กับเจ้าบ้าน วิถีชีวิตท้องถิ่น และสภาพแวดล้อมที่ไม่เร่งรีบ ล้วนเป็นเรื่องราวธรรมดา ๆ

แต่มีความพิเศษซ่อนอยู่ครับ ทำให้เกิดการพักผ่อนทั้งร่างกายและอารมณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงเลือก

โฮมสเตย์มาเป็นตัวแทนในการส่งมอบประสบการณ์ที่พักฮีลใจของคนในปัจจุบัน

ที่พักฮีลใจสะท้อนยุทธศาสตร์ “Value Over Volume” ของ ททท. อย่างไร?

เราวางกลยุทธ์โครงการนี้ให้ขับเคลื่อนด้วย 3 กิจกรรมไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างคุณค่าใน 3 จุดมุ่งหมายที่สะท้อน Value Over Volume หรือการโฟกัสที่คุณค่ามากกว่าปริมาณครับ นั่นก็คือ

1. กิจกรรม “สูตรลับฮีลใจ เติมเสน่ห์ผู้ประกอบการไทยให้ขายดีและยั่งยืน” เพื่ออัปสกิลให้ผู้ประกอบการสามารถดึงเสน่ห์ออกมาเล่าเรื่อง เปลี่ยนบริการธรรมดาเป็นประสบการณ์ฮีลใจที่มีมูลค่าได้ นี่คือการสร้างคุณค่าด้านผลิตภัณฑ์ (Product Value) โดยจะจัดในวันที่ 30 เมษายน 2569 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมฟรีแบบไม่มีค่าจ่าย

2. กิจกรรมดีลและโปรโมชั่นต่าง ๆ เชื่อมนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงความสุขได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน

ก็ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในชุมชนโดยตรง เพื่อสร้างคุณค่าด้านเศรษฐกิจ (Economic Value)

3. กิจกรรมการเดินทางสร้างประสบการณ์ (Healing Home Experience Trip) เพื่อเป็นต้นแบบที่เล่าเรื่องราวประทับใจ สร้างคุณค่าด้านอารมณ์ (Emotional Value) ให้เห็นว่าการท่องเที่ยว

มอบแรงบันดาลใจและช่วยเติมเต็มพลังชีวิตได้นิยาม “มหัศจรรย์แห่งความเรียบง่ายที่สัมผัสได้ด้วยใจ” ของโครงการนี้จะเป็นทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทย หรือส่งผลต่ออุตสาหกรรมในอนาคตอย่างไรบ้าง?

เราใช้ความเรียบง่าย แต่เป็นความเรียบง่ายที่พิเศษมาก ๆ ที่พบได้ในที่พักโฮมสเตย์ไทย มาเป็นจุดยืนใหม่ให้ตรงกับยุค Healing is the New Luxury ซึ่งผู้คนให้ค่ากับการพักใจ อยู่กับตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างสมดุล ผมเชื่อว่านี่คือเสน่ห์ที่จะสร้างจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในแง่คุณค่า ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นที่พักพิงใจของผู้คน สร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเราอย่างมั่นคงในอนาคตครับ

เมื่อความเรียบง่ายถูกยกระดับเป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย โครงการที่พักฮีลใจ:

My Healing Home จึงไม่ใช่เพียงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทาง แต่คือการนิยามความหมายของ

การท่องเที่ยวไทยให้ตอบรับโลกยุคใหม่ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามความมหัศจรรย์แห่งความเรียบง่ายที่สัมผัสได้ด้วยใจ พร้อมดีลและโปรโมชั่นจากที่พักโฮมสเตย์ทั่วประเทศได้ทางช่องทางโครงการ

- Facebook Page: ที่พักฮีลใจ - My Healing Home

- Line OA: @myhealinghome.th

#ที่พักฮีลใจ #MyHealingHome #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #AmazingThailand


Share:

From Junk To Joy เปลี่ยนเศษวัสดุให้กลายเป็นความสุข ผ่านงานศิลปะที่ใส่ใจโลก ท่ามกลางกระแสรักษ์โลกที่กำลังเติบโต “ขยะ” อาจไม่ใช่สิ่งไร้ค่าอีกต่อไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบ

กิจกรรม From Junk To Joy โดย Vintage & Greens คือหนึ่งในเวิร์กช็อปที่ชวนทุกคนมาสัมผัสพลังของการ Recycle/ Upcycle ผ่านงานศิลปะ พร้อมปลุกจิตสำนึกในการลดขยะและดูแลโลกอย่างยั่งยืน

กิจกรรมเริ่มต้นอย่างอบอุ่นด้วย Welcome Drink และขนมโฮมเมด ก่อนพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักกับ Vintage & Greens พื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและความคิดสร้างสรรค์

ที่นี่ก่อตั้งโดย คุณสมรรัตน์ จันทรสุเทพ อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ผู้ผันตัวจากโลกสื่อสารมาสู่งานศิลปะเชิงอนุรักษ์ ด้วยแรงบันดาลใจในการ “ให้คุณค่าใหม่กับสิ่งเก่า” เธอได้นำของสะสมและวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน Scrapbook และงานตกแต่งสไตล์วินเทจที่ไม่เพียงสวยงามแต่ยังสะท้อนแนวคิดการลดขยะและลดภาระของโลกอย่างเป็นรูปธรรม

บรรยากาศของ Vintage & Greens โดดเด่นด้วยบ้านและสวนสไตล์อังกฤษที่แสนร่มรื่น โอบล้อมด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ เติมเต็มความสดชื่นให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางเสียงดนตรีเบา ๆ และกลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย จาก Young Living ที่ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ ก่อนจะค่อย ๆ เตรียมตัวเข้าสู่ช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์

ไฮไลต์ของเวิร์กช็อปคือการลงมือทำ Scrapbook จากวัสดุเหลือใช้และภาพถ่ายส่วนตัว เปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นงานศิลปะเพียงหนึ่งเดียวในโลก พร้อมเรียนรู้การนำ “ของเหลือ” มาสร้าง “คุณค่าใหม่” อย่างสร้างสรรค์

ช่วงพักเบรก ผู้ร่วมกิจกรรมได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติในสวนสีเขียว จิบชาอุ่น ๆ รับประทานของว่างท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ก่อนเข้าสู่ห้อง Junk and Journey ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ชวนทุกคนมอง “ขยะ” ในมุมใหม่-ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโลก

กิจกรรมนี้ยังสอดแทรกแนวคิดเพื่อความยั่งยืนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น

• การแยกขยะอย่างถูกวิธีภายในบ้าน
• การนำวัสดุเหลือใช้มาดัดแปลง (Reuse/Upcycle/DIY)
• การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดภาวะโลกร้อน

ปิดท้ายเวิร์กช็อปด้

ด้วยกิจกรรมเล็ก ๆ แต่เปี่ยมความหมาย การปลูกต้นไม้ในกระถางดินเผา เป็นที่ระลึก เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นดูแลโลกจากมือของเราเอง

กิจกรรม From Junk To Joy ไม่ได้เป็นเพียงเวิร์กช็อปงานศิลปะ แต่คือการจุดประกายแนวคิดว่า “การเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น อาจเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัวเรา” ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Creative Workshop สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเพจ Vintage & Greens https://www.facebook.com/vintageandgreensbkk หรือโทร. 094-327-7799 (คุณสมรรัตน์)

#VintageAndGreens #CreativeWorkshop #ArtWorkshop #DIYCrafts #Scrapbook #CreativeLife


เกี่ยวกับ Vintage and Greens

Vintage & Greens คือพื้นที่สร้างสรรค์ขนาดอบอุ่นที่ผสานเสน่ห์ของความวินเทจเข้ากับพลังของธรรมชาติอย่างลงตัว เป็นมากกว่าสถานที่จัดเวิร์กช็อป แต่คือ “พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ” ที่ชวนให้ผู้คนกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว ผ่านการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ใหม่ในรูปแบบ recycle และ upcycle ภายใต้บรรยากาศสวนสีเขียวที่ช่วยเยียวยาใจ แนวคิดของที่นี่มุ่งเน้นการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ลดขยะ ลดผลกระทบต่อโลก และปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัวเรา

Share:

สัมผัสนิยามใหม่ของการพักผ่อน กับสปาระดับเวิลด์คลาส ที่ผสานความหรูหราและความสงบไว้อย่างลงตัว ณ Oasis Spa Sukhumvit 31

Insight พาเพื่อนๆ ไปชิลล์ที่ Oasis Spa Sukhumvit 31 ครั้งที่ 3 กับประสบการณ์สุดพิเศษระดับพรีเมียม ✨ หากพูดถึงการพักผ่อนที่แท้จริง…ที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้เราลืมความวุ่นวายของเมืองไปได้อย่างสิ้นเชิง 🧘‍♀️🌿

โอเอซิส สปา ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่นวด แต่คือ “พื้นที่แห่งการเยียวยา” ที่ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างลึกซึ้ง


🌿🏡 บรรยากาศและการตกแต่ง

ทันทีที่ก้าวเข้ามา คุณจะสัมผัสได้ถึงความสงบที่โอบล้อมอยู่รอบตัว
การตกแต่งเน้นโทนธรรมชาติ ผสมผสานความหรูหราได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเหมือนได้หลีกหนีจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ แล้วหลุดเข้าไปอยู่ในโอเอซิสส่วนตัว 🌸✨

เสียงเพลงเบาๆ กลิ่นอโรมาหอมละมุน และพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว ทำให้ทุกวินาทีที่อยู่ที่นี่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายอย่างแท้จริง


💆‍♀️💖 บริการนวดและทรีทเม้นต์

ที่นี่มีบริการครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
นวดแผนไทย นวดอโรม่า นวดน้ำมัน รวมถึงทรีทเม้นต์ดูแลผิวหน้าและผิวกาย

ทีมเทอราปิสมีความเชี่ยวชาญสูง ใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เรารู้สึกได้ถึงการดูแลแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง 🌺🍃


✨ ประสบการณ์ในครั้งนี้

เริ่มต้นด้วย Body Scrub 1 ชั่วโมง 🛁
เลือกใช้ “เกลือหิมาลายัน” ที่ช่วยดีท็อกซ์ผิวและควบคุมความมัน
หลังทำรู้สึกได้ทันทีว่าผิวเนียน นุ่ม และสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ต่อด้วยไฮไลต์ของวัน

💆‍♀️ Aromatherapy Hot Oil Massage 1 ชั่วโมง

เป็นการนวดผสมผสานเทคนิคสวีดิชเข้ากับน้ำมันหอมระเหยอุ่นๆ
ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงเครียด และคืนสมดุลให้ร่างกายได้อย่างลึกซึ้ง 🕊️

ครั้งนี้เลือกกลิ่น
🎶 CALM SYMPHONY — กลิ่นหอมละมุน ผ่อนคลายสุดๆ เหมือนได้รีเซ็ตพลังชีวิตใหม่อีกครั้ง


🌸 โปรแกรมสครับที่น่าสนใจ

มีให้เลือกถึง 5 สูตร เพื่อตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ได้แก่

  • โคโคนัทบัตเตอร์ – เหมาะกับผิวแห้ง
  • ซีเครท ชาร์ม – เพิ่มความชุ่มชื้น
  • เกลือหิมาลายัน – ดีท็อกซ์ ควบคุมความมัน
  • โอเชี่ยนบรีซ – ฟื้นฟูผิวหลังแดด
  • น้ำตาล – ขจัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน



💖 ความประทับใจโดยรวม

ที่นี่คือคำจำกัดความของคำว่า “ดูแลอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียด”

ทั้งบรรยากาศที่หรูหรา การบริการระดับมืออาชีพ และคุณภาพของทรีทเม้นต์
ทำให้ Oasis Spa Sukhumvit 31 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยากกลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีก 🌿✨

เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการให้รางวัลตัวเอง หรือหลีกหนีความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน

📍 ช่องทางติดต่อ

📞 โทร: 02-262-2122
💬 LINE: @oasisspa
🌐 เว็บไซต์: www.oasisspa.net
🕙 เวลาเปิดบริการ: 10.00 – 22.00 น.
🚖 มีบริการรถรับส่งจาก BTS พร้อมพงษ์


💚 ใครกำลังมองหาวันพักผ่อนดีๆ ให้ตัวเอง…ที่นี่คือคำตอบจริงๆ ค่ะ

Share:

รักเหงือกรักฟัน ต้องเลือกใช้บริการ คลินิกทำฟัน ที่ได้มาตรฐาน

สุขภาพช่องปากเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามในชีวิตประจำวัน ทั้งที่จริงแล้วฟันและเหงือกมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การพูด หรือแม้แต่ความมั่นใจในการยิ้มและสื่อสารกับผู้อื่น การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองอย่างแท้จริง

นอกจากการแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำแล้ว การเลือกใช้บริการจาก คลินิกทำฟันที่ได้มาตรฐาน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพช่องปากมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมการรักตัวเองจึงควรเริ่มจากการดูแลฟัน และเหตุใดการเลือกคลินิกทันตกรรมที่มีคุณภาพจึงสำคัญกว่าที่คิด

สัญญาณเตือนว่าฟันของคุณต้องการการดูแล

บางครั้งปัญหาช่องปากอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันสังเกต แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าคุณควรเข้าพบทันตแพทย์โดยเร็ว

หนึ่งในสัญญาณที่พบบ่อยคือ เหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกขณะแปรงฟัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือก อีกทั้งอาการเสียวฟันหรือปวดฟันเรื้อรังก็เป็นสัญญาณที่ไม่ควรละเลย เพราะอาจเกิดจากฟันผุหรือการติดเชื้อในรากฟัน

นอกจากนี้กลิ่นปากที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ฟันโยก หรือมีหนองบริเวณเหงือก ก็เป็นอาการที่ควรเข้ารับการตรวจจากทันตแพทย์เช่นกัน การปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำเนินต่อไปอาจทำให้การรักษาซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในอนาคต

คลินิกทำฟันที่ได้มาตรฐาน ควรมีคุณสมบัติอย่างไร

เมื่อพูดถึงการรักษาทางทันตกรรม ความปลอดภัยและคุณภาพของการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การเลือก คลินิกทำฟันที่ได้มาตรฐาน จึงควรพิจารณาจากหลายปัจจัย

1. ทันตแพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ

คลินิกที่ดีควรมีทันตแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตจากทันตแพทยสภา ซึ่งเป็นหลักฐานว่าผู้รักษามีความรู้และผ่านการอบรมตามมาตรฐานวิชาชีพ

2. เครื่องมือและอุปกรณ์สะอาดปลอดภัย

เครื่องมือทันตกรรมต้องผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและสร้างความปลอดภัยให้ผู้เข้ารับบริการ

3. มีบริการทันตกรรมครบวงจร

คลินิกที่มีบริการครบ เช่น ตรวจฟัน ขูดหินปูน อุดฟัน รักษารากฟัน หรือจัดฟัน จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ในที่เดียว

4. ให้คำปรึกษาอย่างชัดเจน

คลินิกที่ดีควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ และพร้อมตอบคำถามของผู้เข้ารับบริการ

การตรวจสุขภาพช่องปาก ควรทำบ่อยแค่ไหน

ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ตรวจสุขภาพช่องปาก อย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการปวดฟันหรือปัญหาช่องปากก็ตาม

การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจพบฟันผุหรือโรคเหงือกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งทำให้การรักษาง่ายขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาในระยะรุนแรง

นอกจากนี้การขูดหินปูนเป็นประจำยังช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียและคราบหินปูนที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกอีกด้วย

Dio Dental Clinic คลินิกมาตรฐานสากล ดูแลครบทุกด้าน

Dio Dental Clinic คลินิก ทำฟัน ที่สามารถให้บริการทันตกรรมครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพช่องปาก อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน และรักษารากฟัน ไปจนถึงบริการเฉพาะทาง เช่น จัดฟันใส รากฟันเทียม ฟอกสีฟัน และวีเนียร์ เพื่อช่วยดูแลทั้งสุขภาพและความสวยงามของรอยยิ้ม

สิ่งที่ทำให้คลินิกได้รับความไว้วางใจคือการให้ความสำคัญกับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของเครื่องมือทันตกรรม รวมถึงการดูแลคนไข้โดยทีมทันตแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพและประสบการณ์ในแต่ละสาขา ผู้เข้ารับบริการจึงสามารถมั่นใจได้ว่าการรักษาจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

นอกจากนี้บรรยากาศภายในคลินิกยังออกแบบให้รู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกสบายใจตลอดการรักษา

Contact

Address:

385/1,389 โครงการฟู้ดแชนแนลสีลม ชั้น 3 ห้องเลขที่ A301-A302

ซอยถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

Website: https://diodental.com/

Facebook: Dio Dental Bangkok ดีโอ้ เดนทัล คลินิก 

Tel: 084-015-5512


เคล็ดลับ ดูแลฟันให้แข็งแรงได้ง่ายๆ ทำได้ทุกวัน

แม้ว่าการไปพบทันตแพทย์จะสำคัญ แต่การดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันปัญหาช่องปากได้ดีที่สุด และ การดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ฟันแข็งแรงและลดความเสี่ยงของปัญหาช่องปากในระยะยาว วิธีดูแลง่าย ๆ ที่ควรทำเป็นประจำ ได้แก่

• แปรงฟันวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง

• ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน

• ลดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

• ดื่มน้ำให้เพียงพอ

• ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ

บทสรุป

การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นหนึ่งในรูปแบบของการรักตัวเองที่สำคัญ เพราะฟันและเหงือกมีผลต่อทั้งสุขภาพ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว การเลือกใช้บริการจาก คลินิกทำฟันที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้การรักษามีความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี

หากคุณกำลังมองหาคลินิกทันตกรรมที่ให้บริการครบ สะอาด ปลอดภัย และดูแลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Dio Dental Clinic ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้คุณดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างมั่นใจ พร้อมรอยยิ้มที่สดใสในทุกวัน.

Share:

เครือซีพีและทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 12 เยาวชนก้าวสู่ห้องเรียนธรรมะเรียลลิตี “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” หล่อหลอมหัวใจตื่นรู้ สู่ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย”


🔴ถ่ายทอดสดจากสถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม โคราช ตลอด 24 ชม. เริ่ม 18 เม.ย. ทางทรูวิชั่นส์ TrueID TrueVisions NOW และ www.truelittlemonk.com

กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางความเร่งรีบของโลกยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล ซึ่งกำลังหล่อหลอมวิถีชีวิตของเด็กและเยาวชนในทุกวันนี้…เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น สานต่อ "สามเณรปลูกปัญญาธรรม" เรียลลิตีธรรมะแห่งแรกของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เปิดพื้นที่การเรียนรู้ธรรมะให้เยาวชนได้หยุดทบทวนตนเอง ฝึกสติ และก้าวสู่การตื่นรู้ด้วยพระธรรมคำสอน โดยปีนี้เผยโฉม 12 เยาวชนชายที่ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ เพื่อก้าวสู่การบรรพชาและเรียนรู้ธรรมะ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ปีนี้ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ใหญ่ นำพาสามเณรทั้ง 12 รูป เรียนรู้และฝึกฝนธรรมะ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ถ่ายทอดความหมายลึกซึ้งของ “แผ่นดินธรรม” ที่นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปกครองตนและดำเนินชีวิต เพื่อเปลี่ยน “แผ่นดินไทย” ให้กลายเป็นพื้นที่ทางจิตใจที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มีความสุข และเกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนด้วยหลักธรรมะ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์  

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ก้าวสู่ปีที่ 12 ด้วยความตั้งใจที่จะสืบสานพระพุทธศาสนา ผ่านการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงแก่นธรรมอย่างลึกซึ้ง และเติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม เราเชื่อว่าการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่เพียงช่วยหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเติบโตอย่างงดงาม แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความเกื้อกูล โดยแนวคิด ‘แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้’ ในปีนี้ สะท้อนความมุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะรักอย่างเข้าใจ เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เพียรพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง และรู้จักการให้ด้วยจิตใจที่งดงาม เพราะเมื่อหัวใจตื่นรู้ ธรรมะจะไม่ใช่เพียงบทเรียนในห้องเรียน แต่จะกลายเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต และเป็นพลังที่ช่วยให้ผู้คนอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินไทยอย่างสงบสุขและยั่งยืน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เยาวชนเติบโตท่ามกลางข้อมูลข่าวสารและวิถีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีพื้นที่ให้ได้เรียนรู้ธรรมะ ฝึกสติ และทำความเข้าใจตนเอง จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 31 วันของการบรรพชา สามเณรทั้ง 12 รูปจะได้เรียนรู้และฝึกฝนตนผ่านหลักธรรม ควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างมีวินัย มีสติ และรู้เท่าทันตนเอง ภายใต้ความเมตตาของพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ในฐานะพระอาจารย์ใหญ่ ซึ่งเมตตาวางแนวทางการเรียนรู้ให้โครงการในปีนี้มีความลึกซึ้งและเปี่ยมความหมายยิ่งขึ้น เราหวังว่าไม่เพียงสามเณรน้อยจะได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แต่ผู้ชมทางบ้านก็จะได้ร่วมเรียนรู้ข้อคิดจากธรรมะ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันธำรงคุณค่าของพระพุทธศาสนาและสืบสาน ‘แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย’ ให้คงอยู่ในสังคมไทยสืบไป”

ตลอดกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์ สามเณรทั้ง 12 รูปจะได้ศึกษาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาและฝึกน้อมนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานของหลักธรรม อันจะนำไปสู่การเติบโตเป็นผู้มีคุณธรรมและร่วมธำรงรักษา “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” ให้คงอยู่อย่างงดงามสืบไป พร้อมด้วยกิจกรรมเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างลุ่มลึกและสร้างสรรค์ ทั้ง “ระฆังแห่งสติ” สัญลักษณ์แห่งการพัฒนาตนที่หลอมรวมจาก “แผ่นทองแห่งสติ” ซึ่งพระอาจารย์มอบให้เมื่อสามเณรแสดงถึงความก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติ ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เสขิยวัตรและข้อปฏิบัติของนักบวช เพื่อหล่อหลอมจากเด็กชายผู้สดใสร่าเริงสู่การเป็นสามเณรที่มีจริยวัตรงดงาม การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมสอนใจและนิทานชาดกในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์โดยศิลปินและวิทยากรด้านศิลปะการแสดง การจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ เพื่อฝึกความเพียรและเรียนรู้วิถีแห่งธรรม ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ติดตามข้อคิดและบทเรียนจากการบรรพชาของสามเณรวันละ 3 รูป ผ่านมุมมองอันบริสุทธิ์และเปี่ยมพลังศรัทธา

โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสานต่อด้วยความตั้งใจ จัดขึ้นเพื่อบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 74 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2569 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2569 ตลอดจนบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมให้ยุวชนได้ศึกษาหลักไตรสิกขาและซึมซับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนตามแนวพุทธศาสตร์ ควบคู่กับการสืบสานพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ยังคงคุณค่าและดำรงอยู่ในสังคมไทยสืบไป

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระพรหมวชิรสุธี เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ รวมถึงคณะพระอาจารย์และวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ อาทิ พระพรหมพัชรญาณมุนี วิ., พระราชวัชรธรรมภาณี (สง่า สุภโร), พระราชภาวนาวชิรญาณ, พระสุธีวชิรปฏิภาณ (วีรพล วีรญาโณ), พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี (สิทธิพล), พระครูปลัดทรัพย์ชู มหาวีโร รวมทั้งพระวิทยากรกลุ่มธรรมะอารมณ์ดี มาให้ความรู้และดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด  

สำหรับการจัดโครงการฯ ครั้งนี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมรายการ อาทิ คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) ศิลปินผู้ขับร้องเพลง “รัก เรียน เพียร ให้” ร่วมด้วย คุณนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุดด้า เบลส) คุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เปรมานนท์ ศิลปินผู้ดำเนินรายการ ที่จะมาร่วมศึกษาธรรมะไปกับเหล่าสามเณรอีกด้วย 

โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ระหว่างวันที่ 18 เมษายน – 17 พฤษภาคมนี้ มาร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย รับชมกิจวัตรของสามเณรได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, TrueID, TrueVisions NOW อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ชมออนไลน์ www.truelittlemonk.com เช่นกัน..เตรียมเต็มอิ่มกับรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่

• 06.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดกิจวัตรประจำวันและการปฏิบัติธรรมของสามเณร เริ่มตั้งแต่ ทำวัตร ออกบิณฑบาต ศึกษาพระธรรม สวดมนต์ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม ฟังบรรยายธรรมะ 

• 21.00 – 21.45 น. ไฮไลต์ประจำวัน (Daily Highlight) สรุปเหตุการณ์และเรื่องเด่นรวมถึงหลักธรรมประจำวัน 

• 21.45 – 22.15 น. รายการ “ถามธรรม ตอบธรรม” รายการพูดคุยถึงตอบคำถามธรรมะจากผู้ชมทางบ้าน ผ่านมุมมองธรรมะจากคณะพระอาจารย์ และวิทยากรสอนธรรมะ

• 22.15 – 06.00 น. รายการธรรมะต่าง ๆ ได้แก่ พุทธสุภาษิต คติธรรม บรรยายธรรม นิทานธรรม เพลงธรรม พร้อมฉายช่วงไฮไลต์ประจำวันซ้ำ (Rerun)

ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของโครงการและทรู พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมอีกด้วย  

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม หรือโทร. 02-858-8339 (ในวันและเวลาทำการ)

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน

#truelittlemonk #trueplookpanya



Share:

ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 66 ปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ อาคาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นางวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้นำคณะกรรมการบริหารชมรมฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนา ททท. ครบรอบ 66 ปี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจขององค์กรด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศ

ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของ ททท. พร้อมด้วยบุคลากร หน่วยงานพันธมิตร และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วน เข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในโอกาสสำคัญนี้ ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ยังได้ร่วมสมทบทุนเข้ากองทุนสงเคราะห์ของ ททท. เพื่อใช้ในการช่วยเหลือและพัฒนาสวัสดิการของพนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อันเป็นการแสดงถึงความห่วงใยและการสนับสนุนด้านสังคมควบคู่ไปกับการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ


ความเป็นมาของการสถาปนา ททท.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2503 โดยมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ททท. มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

จากจุดเริ่มต้นของการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวพื้นฐาน สู่การพัฒนากลยุทธ์การตลาดเชิงรุกในยุคดิจิทัล ททท. ได้ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงสุขภาพ เชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อสร้างสมดุลและความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

ไฮไลต์และความน่าสนใจภายในงาน

งานวันคล้ายวันสถาปนาในปีนี้ นอกจากพิธีการแสดงความยินดีแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

  • การจัดนิทรรศการแสดงผลงานและความสำเร็จของ ททท. ตลอด 66 ปี
  • การนำเสนอแนวคิดและทิศทางการท่องเที่ยวไทยในอนาคต
  • การพบปะเครือข่ายพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน
  • การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างสื่อมวลชนและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมืออันดีระหว่างทุกภาคส่วน สะท้อนถึงพลังของเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก

บทบาทของสื่อมวลชนต่อการท่องเที่ยวไทย

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ของชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราว ความงดงาม และเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวไทยไปสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

ในโอกาสครบรอบ 66 ปีของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเดินหน้าสู่อนาคต ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้คงความเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

Share:

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 095 469 4415
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก