สื่อสารวิถีชุมชนผ่านบอร์ดเกม เปิดทางซอฟต์พาวเวอร์ไทยคุยกับคนรุ่นใหม่

สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม หรือ Publisher and Designer Board Game Association: PUDEBGA ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนโครงการ Youth Board Game Designer for Thai Cultural Soft Power Project 2026 และได้จัดงานเปิดตัวโครงการขึ้นโดยมี สุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด วางเป้าหมายไปสู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้เป็นนักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ ที่สามารถนำต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่มีอัตลักษณ์ พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมบอร์ดเกมสู่ตลาดโลก

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บอร์ดเกมเป็นสื่อที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และมีการขยายตัวของการใช้งานมากขึ้น เพราะการเล่นบอร์ดเกมไม่ได้ให้เพียงความสนุก แต่ยังช่วยฝึกทักษะ พัฒนาสมอง พัฒนาความคิด และสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้จริง ดังนั้นกรมจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีสื่อที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้เรื่องราวใกล้ตัว โดยเฉพาะประเพณี เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้ทีสนุก ตื่นเต้น เป็นที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคำตอบจึงมาอยู่ที่ “บอร์ดเกม”

รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า แต่ละท้องถิ่นมีเรื่องราวที่หลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นเกมได้ การนำเรื่องเล่าท้องถิ่นมาพัฒนา เป็นบอร์ดเกมจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนรู้จักรากของตนเองมากขึ้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสื่อสาร กับผู้เล่นในวงกว้าง รวมถึงผู้เล่นต่างประเทศได้


โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อการประกวด “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก” โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนค้นหาเรื่องเล่าที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมจากบ้านเกิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นตำนาน ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน อาหารพื้นเมือง หรือวิถีชีวิตที่กำลังจะหายไป ก่อนนำมาสกัดเป็นกลไก การเล่น หรือ Game Mechanics และการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เพื่อทำให้ผู้เล่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้รู้จักรากเหง้าของชุมชนไทยผ่านประสบการณ์การเล่น

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “การต่อยอดฐานทุนวัฒนธรรมสู่อุตสาหกรรมบอร์ดเกม” โดยมีผู้แทน จากสถาบันอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park สมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม และภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของบอร์ดเกมในฐานะ สื่อร่วมสมัยที่สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าท้องถิ่นจากสิ่งที่ต้องจดจำ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้เล่นได้สัมผัส ผ่านการคิด การเลือก การตัดสินใจ การสวมบทบาท และการเรียนรู้ผลจากการกระทำของตัวเอง

ด้าน รศ.ดร. ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า แม้โลกกำลังเดินหน้าไปกับ AI ดิจิทัล และกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เรื่องเล่าท้องถิ่นไม่ได้ลดความสำคัญลง เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงการเหมือนคนอื่นหรืออยู่ในกระแสเดียวกันเท่านั้น แต่ยังต้องการอัตลักษณ์ ความแตกต่าง และเรื่องราวที่บอกได้ว่า “เราเป็นใคร”

สำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รศ.ดร. ชาติชาย กล่าวว่า ควรเป็นกระบวนการทำความเข้าใจมนุษย์ เข้าใจตัวเอง และเข้าใจชุมชนรอบตัว การให้เยาวชนกลับไปค้นหาเรื่องเล่าบ้านตัวเองจึงเป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์จากเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และช่วยให้เยาวชนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอดีตของชุมชนกับชีวิตของตัวเอง

รศ.ดร. ชาติชาย ย้ำว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องระวังเรื่องจริยธรรมในการทำงาน กับวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเคารพเจ้าของความรู้และมุมมองของคนในพื้นที่ เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่วัตถุดิบที่คนนอกจะหยิบไปเล่าอย่างไรก็ได้ แต่เกี่ยวข้องกับผู้คนจริง ความทรงจำจริง และความภูมิใจจริงของชุมชน นักออกแบบจึงต้องฟังคนในพื้นที่ เข้าใจบริบท และระวังไม่เหมารวมความหลากหลาย ของท้องถิ่น

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า โครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมครั้งนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้พื้นที่เรียนรู้เพื่อสนับสนุนเยาวชนและชุมชนให้ขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้เล่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง สำหรับการทำงานกับทุนวัฒนธรรมไม่ควรมองเฉพาะผลงานปลายทาง แต่ต้องคิดเป็นระบบนิเวศ หรือ ecosystem ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางคือคนในชุมชนเจ้าของเรื่อง ไปจนถึงปลายทางคือผู้ใช้หรือผู้เล่น ที่จะได้รับประสบการณ์จากสื่อนั้น กระบวนการสร้างสื่อจำเป็นต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ช่วยกันคัดเลือกเรื่องราว ก่อนพัฒนาเป็นสื่อการเรียนรู้และส่งต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายโดยตรง

ผอ.สถาบันอุทยานการเรียนรู้ ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการว่า การออกแบบบอร์ดเกมจากเรื่องเล่าท้องถิ่นต้องเคารพภูมิปัญญา องค์ความรู้ และคนต้นเรื่อง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่หยิบมาใช้ได้ทันที แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ อัตลักษณ์ และความภูมิใจของชุมชน นักออกแบบจึงต้องคิด ทั้งการเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังฐานทุนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงไปข้างหน้าว่าเกมที่สร้างขึ้น จะไปถึงผู้ใช้กลุ่มใด และจะสร้างผลกระทบให้ตรงกับเป้าหมายของเกมได้อย่างไร

ในส่วนรายละเอียดการจัดงาน นายทรงสิทธิ์ แพรเพ็ชร์ นายกสมาคมผู้ผลิตและออกแบบบอร์ดเกม กล่าวว่า สมาคมฯ มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนานักออกแบบเกมไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมตลาดสากลและเห็นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพสูง จึงริเริ่มโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกมรุ่นเยาว์ขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้หัวข้อ “เรื่องเล่าบ้านฉัน สู่กระดานเกมโลก”

นายทรงสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อ ในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยความพิเศษของโครงการ ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือกระบวนการ Bootcamp ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบบอร์ดเกมมืออาชีพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเป็นวิทยากรและที่ปรึกษา อย่างใกล้ชิด 

เพื่อถ่ายทอดศาสตร์การออกแบบ และช่วยให้เยาวชนสามารถนำโจทย์ด้านวัฒนธรรมมาประยุกต์เป็นผลงานบอร์ดเกมที่สนุก ท้าทาย และมีมาตรฐานของอุตสาหกรรมเกม นายกสมาคมฯ กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของสมาคมฯ ว่า ต้องการผลักดันผลงานที่โดดเด่นจากเวทีนี้ ให้มีโอกาสต่อยอดไปสู่การผลิตและจัดจำหน่ายจริง ทั้งในเชิงพาณิชย์และการสื่อสารในระดับสากล  โดยโครงการจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและเครือข่ายภาคี ที่เห็นความสำคัญของการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้ โครงการเปิดรับสมัครเยาวชนสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15-25 ปี สมัครเป็นทีมตั้งแต่ 1-3 คน พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาประจำทีม 1 คน โดยแต่ละทีมสามารถส่งผลงานเข้าร่วมได้ไม่เกิน 1 ผลงาน และต้องสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามที่โครงการกำหนดได้ ผู้สมัครต้องนำเรื่องเล่า อัตลักษณ์ หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ มาแปลงเป็นไอเดียบอร์ดเกม และนำเสนอในรูปแบบวิดีโอความยาว ไม่เกิน 3 นาที โดยเกณฑ์การคัดเลือกแบ่งเป็น เรื่องราวหรือข้อมูลเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความน่าสนใจ 70 คะแนน และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นบอร์ดเกม 30 คะแนน

ทีมที่ผ่านการคัดเลือก 32 ทีมจาก 4 ภูมิภาค จะได้เข้าร่วม Board Game Bootcamp 3 วัน 2 คืน ตามภูมิภาคของผู้สมัคร เพื่อเรียนรู้การสกัดต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น กระบวนการออกแบบบอร์ดเกม การพัฒนากลไกเกม การทำต้นแบบ หรือ Prototype พร้อมรับคำปรึกษาจาก Mentor ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนเข้าสู่กิจกรรมเปิดวงเล่น หรือ Playtest กับประชาชนทั่วไปใน 4 ภูมิภาค และเวทีนำเสนอผลงาน หรือ Pitching ต่อคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กำหนดการเปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถึง 14 มิถุนายน 2569 ก่อนที่จะประกาศผลคัดเลือกรอบแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จากนั้นจะจัด Board Game Bootcamp ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น

ในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 และภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569

หลังจากนั้นจะมีการจัดแสดงผลงานในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เวทีนำเสนอผลงานระดับประเทศในวันที่ 19 กันยายน 2569 อีกทั้งยังมีกิจกรรมชวนเดินเมืองในวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อชวนเยาวนสำรวจเส้นทางวัฒนธรรม รวมไปถึงกระบวนการถอดบทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนและพิธีประกาศรางวัลในวันที่ 21 กันยายน 2569

โดยมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 200,000 บาท แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ 80,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 4 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

ภาพรวมของโครงการนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตบอร์ดเกมต้นแบบเพียงอย่างเดียว แต่ อยู่ที่การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่เข้าใจรากของตนเอง มีทักษะสร้างสรรค์ และมองเห็นว่า วิถีชุมชนสามารถต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ไทยได้จริง เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยจะไม่ตกยุค หากทำให้วัฒนธรรมเล่นได้ เข้าใจได้ และส่งต่อได้ในภาษาของคนรุ่นใหม่

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 มิถุนายน 2569 ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeAh7RtBLz4vACu4VJR5-FlDx7kLdn8cgjXT5jOcSZV8dd1cA/viewform สอบถามเพิ่มเติมทาง

Facebook Publisher and Designer Board Game Association

อีเมล info@pudebga.com หรือโทร. 061-440-8503

Share:

กาล่า ดินเนอร์ การกุศล “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ” ครั้งที่ 3 (2569) อิ่มใจ อิ่มบุญ กับ กาล่า ดินเนอร์ การกุศล “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. ณ โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) จัดงานกาล่า ดินเนอร์ การกุศล “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ” ครั้งที่ 3 (2569) ณ โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพฯ


อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์
ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  (ม.น.ข.)  และคณะกรรมการจัดงานให้การต้อนรับ นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย     และที่ปรึกษา ม.น.ข. ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี …สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ “ราชินีคู่ราชัน” คู่พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  องค์อุปถัมภิกามูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมก์ (ม.น.ข.)…ประธานกรรมการบริหาร ม.น.ข. นำถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงรับ ม.น.ข. ไว้ใน “พระบรมราชินูปถัมภ์” ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2504 จวบจนปัจจุบัน 

นายวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ ประธานดําเนินงาน ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสศึกษาตามสมควรแก่ศักยภาพ ภายใต้โครงการ “ม.น.ข. เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ (72 พรรษา) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดย ม.น.ข. ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุนทราภรณ์ในพระราชูปถัมภ์     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นําเสนอบทเพลงยอดนิยมของวงดนตรีสุนทราภรณ์ 

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดงาน และชื่นชมถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของ ม.น.ข. ที่ได้ดำเนินการจัดหาทุนการศึกษามาอย่างยาวนานถึง 65 ปี เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก และเยาวชนที่ขาดแคลน  ทุนทรัพย์ทั่วประเทศ ให้ได้ศึกษาจนจบหลักสูตรตามสมควรแก่ศักยภาพ มามากกว่า 25,000 คน ซึ่งเป็นการยืนยันได้ว่า     ม.น.ข. ได้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีคุณูปการต่อการช่วยเหลือสังคม   เป็นอย่างยิ่งการสร้างสะพานบุญของ ม.น.ข. โดยความร่วมมือกับมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ ในค่ำคืนนี้เป็นการตอบแทนผู้มี        จิตศรัทธาที่ร่วมสนับสนุน ม.น.ข. ให้ได้รับความเพลิดเพลินกับดนตรี และเสียงเพลงอันไพเราะได้เป็นอย่างดียิ่งรวมทั้ง        เป็นการสร้างความผูกพันที่มีต่อ ม.น.ข. อีกโสตหนึ่งด้วย

ภายในงาน แขกผู้มีเกียรติจะได้รับฟัง และรับชมดนตรี จากวงดนตรีสุนทราภรณ์อย่างจุใจถึง 33 บทเพลง โดยถ่ายทอดบทเพลงอันอมตะผ่านศิลปินสุนทราภรณ์ ทั้งคลื่นลูกเก่า และคลื่นลูกใหม่ ศิลปินรับเชิญ อาทิ เม้า-คุณสุดา ชื่นบาน (ศิลปินแห่งชาติ) ธัช-กิตติธัช แก้วอุทัย แบงค์-เฉลิมรัฐ จุลโลบล อลิศ-ธนัชศลักษณ์ ฮัตสัน  เอฟ-รัฐพงศ์ ปิติชาญ วิ-ดร.วิรัช ศรีพงษ์ และนักร้องกิตติมศักดิ์อีกหลายท่าน

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์   ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเขาเหล่านั้นจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สําคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศต่อไป



Share:

พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดังทางภาคอีสาน

พระมหาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต มีตำแหน่ง ประธานสงฆ์ ที่วัดหนองกก-หนองยาว โดยปัจจุบันท่านจำพรรษา อยู่ที่วัดหนองกก-หนองยาว พระนักเทศน์ชื่อดังทางภาคอีสาน เจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการ เทศน์มหาชาติ และ เทศน์แหล่ประยุกต์ ผู้สืบทอดคำสอนที่เปลี่ยนธรรมะให้เข้าถึงง่าย ช่วยจุดประกายความคิดและเยียวยาจิตใจ สร้างความเฮฮาตลอดการเทศน์ ยิ่งกว่านั้น เป็นการเทศน์ที่มีเนื้อหาทันสมัยท่านใช้กลวิธีที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยปรับใช้ในชีวิต

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต เป็นพระรูปหนึ่งที่ควรยกย่องว่าเป็นสุดยอดของพระภิกษุอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน โดยทำหน้าที่สืบทอดภาษาถิ่น สอดแทรกคำสอน และหล่อหลอมความสามัคคีผ่านประเพณีดั้งเดิม นิยมเทศน์ในงานบุญประเพณี โดยเฉพาะ บุญมหาชาติ (บุญผะเหวด) และบุญกฐิน ซึ่งช่วยดึงดูดให้คนในชุมชนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วม ได้เงินมาไม่เคยสะสมเป็น สะพานบุญ ให้กับชาวพุทธอย่างแท้จริง
พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านเกิดใน ครอบครัว ทีรักโยมบิดาชื่อคุณพ่อบุดดี ที่รักโยมมารดชื่อคุณแม่น้อย ที่รัก พระมหาสมเกียรติ เกิดเมื่อศุกร์ ที่ 24 เดือน ธันวาคม ปีมะโรง พ.ศ.2519 ณ บ้านเลขที่ 111 บ้านหนองปลิง ตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องหมด 5 คน คือ

1.นายบุญนาย ที่รัก 

2.นายบุญพราน ที่รัก 

3.นายหนูแดง ที่รัก 

4.นางจิณณพัติ ที่รัก 

5.พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต (ที่รัก)​              

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ เกิดในครอบครัวเกษตรกรรม ได้รับการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนบ้านหนองปลิง จบชั้นประถม 6 โยมพ่อขอร้องให้ท่านบวชเณร เมื่อปี พ.ศ. 2532 วัดบ้านค้อนิมิตร ตำบลโคกสะอาด ถือเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างโดยมีหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นผู้นำศรัทธาญาติโยมทั้งด้านการก่อสร้าง ด้านปริยัติการศึกษามีสำนักเรียนธรรมบาลีสามเณรน้อยได้รับการศึกษาพร้อมทั้งการอบรมบ่มนิสัย จากหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นอย เนื่องจากอุปนิสัยของสามเณรน้อยเป็นคนขยันหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตนใฝ่เรียนรู้ บวชเณร 3 พรรษา ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้เร็จ ซึ่งใน 3 พรรษาแห่งการเป็นสามเณรน้อยนี้ ได้มีโอกาสปนนิบัติรับใช้ท่านญาครูคำมูล อย่างใกล้ชิด

จากหลังจากสามเณรสมเกียรติ บรรพชาจากปี พ.ศ.2532 ล่วงถึง ปี พ.ศ.2540 รวมแล้วได้ 9 พรรษา ท่านมีอายุครบบวช โยมพ่อโยมแม่ท่านอยากให้มาบวชที่บ้านเกิดท่านจึงตัดสินในมาอุปสมบทที่บ้านเกิด คือ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี พระครูวิสุทธิมงคล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการมูล จันทปโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิมลโพธิวัฒน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พระอุโบสถวัดมงคลนิมิต ในวันที่ 11 เดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2540 เวลา 14.20 น. ได้รับนามทางพระพุทธศาสนาว่า สุทฺธจิตฺโต ภิกษุ แปลว่า ผู้มีจิตหมดจด 

จากจุดเริ่มต้น ศิษย์เรียนเทศน์แหล่อิสานกับ พระอธิการพรชัย พระนักเทศน์แหล่อิสานชื่อดัง แห่งสำนักวัดหนองกก-หนองยาว ต.ปะหลาน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม การศึกษาเทศน์แหล่อิสาน ของท่านพระอาจารย์มหาสมเกียรติ  จึงได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับได้ชื่อใหม่ว่า เณรหล่า (ลูกชายหล่าของพ่อออก-แม่ออก) ณ วัดหนองกก-หนองยาว นี้เอง ด้วยสามเณรหล่าเป็นคนขยัน ปรนนิบัติ รับใช้ครูบาอาจารย์ ตั้งใจฝึกฝน หมั่นหัดท่องทำนองแหล่ จึงเป็นที่เมตตาของครูบาอาจารย์ ในปี พ.ศ.2535 สามเณรหล่าจึงมีโอกาสได้ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม และก็ไม่ได้ทำให้ครูอาจารย์ผิดหวัง แสดงธรรมได้เป็นที่ถูกอกถูกใจญาติโยมจึงเป็นที่รักและเคารพของโยมพ่อออกแม่ออกมากยิ่งขึ้น 


พระอาจารยม์หาสมเกียรติ

บทบาทพระสงฆ์กับสังคมไทย ในอดีตพระคือ แกนนำของหมู่บ้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ผ่านการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์  ให้ล่วงรู้ถึงการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีของชาวบ้านเพื่อที่จะคุ้มครองชาวบ้านจากภัยทั้งปวงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในการพึ่งพาอาศัยกัน ประยุกต์ธรรมะเข้ากับแนวคิดการดำเนินชีวิต มีคุณงามความดีและปฏิบัติชอบอยู่ในระเบียบของพระพุทธศาสนา และช่วยเผยแพร่ศาสนาขององค์พระพุทธเจ้ามาให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ

การพัฒนา วัดหนองกก-หนองยาว พระมหาสมเกียรติ ท่านเป็นผู้นำพาญาติโยมและคณะสงฆ์พัฒนาวัดหนองกก-หนองยาว อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน  งานด้านการเผยแผ่ศาสนา ท่านเป็นเจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ รับกิจนิมนต์แสดงธรรมเทศนาและเทศน์แหล่อีสาน  ตามงานบุญประเพณีและงานอุทิศส่วนกุศลต่างๆ ทั่วภาคอีสานการอนุรักษ์วัฒนธรรม บทบาทของท่านมีส่วนสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปะการเทศน์แหล่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน สืบต่อไป

วัดหนองกก-หนองยาว  อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

เพจ สำนักเทศน์เสียงพระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต

fb : พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต

ไลน์แอด mahasomkiatใส่@นะครับ

TikTok @phramahasomkiat 

#ติดต่อนิมนต์แสดงธรรมแหล่อิสาน

#อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอิสาน

Share:

ไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว รับการขยายตัวของสินค้าอาหารพรีเมียม

กรุงเทพฯ, 29 พฤษภาคม 2569 — ชิลียกระดับความสำคัญของไทยและอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความต้องการสินค้าอาหาร อาหารทะเล และสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกของชิลี หรือ ProChile กล่าวในพิธีเปิดงานประชุมสุดยอดธุรกิจ Chile–ASEAN Business Summit 2026 ว่า ชิลีมองอาเซียนมากกว่าเพียงตลาดเกิดใหม่

“เราจริงจังกับตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลก มีสัดส่วนราว 7.8% ของการค้าโลก และมีประชากรกว่า 680 ล้านคน เราจึงเล็งเห็นถึงโอกาสอันมหาศาลสำหรับสินค้าและบริการของชิลีในภูมิภาคนี้

“เจตจำนงของเราคือการสร้างความสัมพันธ์บนรากฐานของความเชื่อมั่น และสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย”

ในงานประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ กรุงเทพฯ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก และหน่วยงานด้านการค้าของชิลี ได้ชูประเด็นความต้องการ ที่เพิ่มขึ้น ในภูมิภาคต่อสินค้าอาหารคุณภาพสูงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ว่าระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ และการเข้าถึงตลาด เป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทางการค้าในอนาคต

การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 โดย ProChile หน่วยงานส่งเสริมการส่งออกภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี หลังจากความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ในปีที่แล้ว เพื่อนำผู้ส่งออกจากชิลีเดินทางเข้าร่วมพบปะผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย สมาคมอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจจากทั่วทั้ง ภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การส่งเสริมการค้า การเชื่อม โยงตลาด และการจับคู่ธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดอาเซียนต่อชิลีในฐานะคู่ค้าเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตระยะยาว โดยมีไทยเป็นประตูการค้าสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวแทนการค้าจากชิลีเน้นย้ำว่า ในมุมมองของชิลี ประเทศไทยไม่ใช่เพียงตลาดเดี่ยว แต่เป็นเวทีที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด ไทยมีศักยภาพด้านการค้าปลีก โลจิสติกส์ ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรมอาหาร และเครือข่ายการกระจายสินค้าระดับภูมิภาค จึงมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการค้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือตลอดการประชุม คือ ความสนใจต่อสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรจากชิลีในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพสูงระดับพรีเมียม ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คำนึงถึงความยั่งยืน และมีความมั่นคงด้านอุปทานในระยะยาว

ตลอดสัปดาห์ของการประชุม มีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ “Meet the Buyers” ร่วมกับกลุ่มค้าปลีกและผู้นำเข้ารายใหญ่ของอาเซียน กิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การศึกษาตลาดและดูงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ THAIFEX–Anuga Asia


ในการศึกษาดูงาน คณะผู้แทนจากชิลีได้เข้าเยี่ยมชมและพบปะผู้บริหารธุรกิจชั้นนำของไทยและภูมิภาค ได้แก่ GO Wholesale, CP Group, ตลาดไท, ท่าเรือแหลมฉบัง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านต่างๆ ทั้งโลจิสติกส์ ระบบห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ นวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติก และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าอาหาร โดยประเด็นหารือต่างสะท้อนถึงความต้องการของอาเซียนต่อสินค้าอาหารจากชิลีที่มีคุณภาพสูง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนจากชิลีประกอบด้วยบริษัท 28 แห่ง จากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อาหารทะเล ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่ว ผลไม้อบแห้ง ธุรกิจเกษตร ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ เทคโนโลยีอาหาร และโซลูชันด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมชั้นนำของชิลีเข้าร่วม ได้แก่ นายอีวาน มารัมบิโอ ประธาน Fruits from Chile, นายราฟาเอล เลการอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Faenacar (ChileMeat), นายเอดูอาร์โด ปิกโคโล ตัวแทน AMI Chile (Chile Mussels), นายมาร์ติน คอร์เรอา ตัวแทน ChileNuts และนายโรดริโก บุสตอส ตัวแทน SalmonChile

ผู้ส่งออกจากชิลีระบุว่า ความต้องการสินค้าอาหารคุณภาพสูงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และผลิตอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสสำคัญให้อุตสาหกรรมอาหารของชิลีเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

นายเฟอร์นันเดซย้ำว่า แนวทางดำเนินธุรกิจของชิลีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระยะยาว มากกว่าการขยายตัวทางการค้าในระยะสั้น

“ชิลีมีเครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่งทั่วโลก ทำให้เราพร้อมเป็นศูนย์กลางสำหรับธุรกิจอาเซียนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดลาตินอเมริกา และเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และการเติบโตในระยะยาว”

นอกจากโอกาสทางการค้า ตัวแทนภาคธุรกิจชิลียังชี้ว่า การพัฒนาประสิทธิภาพด้าน โลจิสติกส์ การขยายโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่สินค้าควบคุมอุณหภูมิ และการเร่งกระบวนการอนุมัติสินค้าเกษตรเพื่อเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนในระยะยาว

ข้อมูลการค้าล่าสุดระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าอาหารจากชิลีสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จาก 295 ล้านดอลลาร์ สหรัฐในปี 2558 เป็น 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดอาเซียนในยุทธศาสตร์การส่งออกระดับโลกของชิลี

ขณะที่อาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในด้านการบริโภคอาหาร การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เป้าหมายของชิลีในภูมิภาคนี้จึงไม่ใช่เพียงผู้ส่งมอบสินค้าคุณภาพสูง แต่ยังต้องการเป็นพันธมิตรระยะยาวที่แสวงหาบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการค้า นวัตกรรม ความยั่งยืน และความร่วมมือทางธุรกิจ



                                                       

Share:

จ.สมุทรปราการ จัดงาน “มหกรรมท่องเที่ยวชุมชนวิถีถิ่นวิถีไทย จังหวัดสมุทรปราการ” ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านทุนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวชุมชน

วันนี้(๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙) นายนิกูล ธนวรเมธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมท่องเที่ยว “เที่ยวชุมชน วิถีถิ่น วิถีไทย จังหวัดสมุทรปราการ” พร้อมด้วย นางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ จัดงาน “มหกรรมท่องเที่ยวชุมชนวิถีถิ่นวิถีไทย จังหวัดสมุทรปราการ” ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณตลาดน้ำชุมชนวัดศรีวารีน้อย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ

เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเผยแพร่อัตลักษณ์วิถีถิ่นของจังหวัดสมุทรปราการสู่สาธารณชน

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการกล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านอุตสาหกรรมและมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการมีทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่ชุมชนฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ยกระดับสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมให้มีมาตรฐาน ตลอดจนอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้าน นิทรรศการ

ผ้าไทยและผ้าลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ การเดินแบบผ้าไทย

การแสดงอัตลักษณ์ชุมชนคุณธรรมต้นแบบ กิจกรรม AI Photo Booth การประกวดแข่งขันทำอาหารพื้นถิ่น

การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง รวมถึงการจำหน่ายสินค้า CPOT และสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 6 อำเภอของจังหวัดสมุทรปราการ

นอกจากนี้ การเลือกตลาดน้ำชุมชนวัดศรีวารีน้อยเป็นสถานที่จัดงาน ยังสะท้อนถึงเสน่ห์ของวิถีชีวิตริมคลอง และความร่วมมืออันเข้มแข็งของคนในชุมชน โดยหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น​

Share:

บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมโชว์ศักยภาพด้านขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม และเปิดตัวสินค้าใหม่ ที่งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

บริษัท ยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทในเครืออซึ่งเป็นผู้นำทางด้านขนมขบเคี้ยวที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานมากกว่า 50 ปี อาทิเช่น ขนมเวเฟอร์ตราเซียงไฮ, ข้าวโพดอบกรอบ ตราโตโร, ขนนเยลลี่ ตราโยโย, ช็อกโกแลต ตรายูไนเต็ด อัลมอนด์ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีนํ้าแร่ด่างธรรมชาติ 100% ตราออลสปริง ได้เข้าร่วมออกบูธในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

ภายในงาน บริษัทได้นำผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมาจัดแสดงพร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ ได้แก่ ข้าวโพดอบกรอบ ตราโตโร ซีนีมา รสเกลือหิมายัน และ รสชีสหัวหอม นอกจากนี้ยังมี ไซรัป ตราโยโย ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของ โยโย ทั้งรสองุ่นและสตอเบอรรี่ นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั้งผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อจากต่างประเทศ ได้สัมผัสคุณภาพสินค้าและนวัตกรรมของบริษัทได้อย่างใกล้ชิด

งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยรวบรวมผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มจากกว่า 60 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 12 ฮอลล์ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลกอย่างต่อเนื่อง

Share:

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 095 469 4415
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก