กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๙

 

กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางหน่วยงานกำกับดูแลการดำเนินงานของทุนหมุนเวียน กำหนดจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นงานพิธีอันทรงเกียรติสำหรับทุนหมุนเวียน

ภายใต้ชื่องาน “ทุนหมุนเวียน เสริมโอกาส สร้าง๖ีฯเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๑.๓o - ๑๕.๓๐ น. ณ ห้องแซฟไฟร์ ๒๐๔ - ๒๐๖ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี 

เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทุนหมุนเวียนพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ สะท้อนบทบาทสำคัญของ "ทุนหมุนเวียน" เพื่อสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล ซึ่งกำหนดรางวัลทั้งสิ้น ๕ ประเภทรางวัล ดังนี้

๑. รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น 

๒. รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น 

๓. รางวัลการพัฒนาดีเด่น 

๔. รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น

5. รางวัลเกียรติยศ 


กิจกรรมสำคัญภายในงาน
 

๑. พิธีมอบโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๙ ให้กับทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ 

๒.การจัดแสดงนิทรรศการของทุนหมุนเวียน และกรมบัญชีกลาง โดยการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และกลไก

การดำเนินงานต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานมาถ่ายทอดให้รับชม เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาทและพันธกิจสำคัญ

ของทุนหมุนเวียน รวมถึงประโยชน์ที่ทุนหมุนเวียนจะนำความรู้ต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหน่วยงานของตนต่อไป 

๓.การเสวนาในหัวข้อ“การพัฒนาศักยภาพทุนหมุนเวียนเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน” โดยร่วมรับฟังแนวคิดจากผู้บริหารกรมบัญชีกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารทุนหมุนเวียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองผ่านองค์ความรู้ของผู้เสวนาและเทคนิคในการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนสู่อนาคตเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย  

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรับชมการถ่ายทอดสด (Live Streaming) ผ่านทาง Youtube และ Facebook ของกรมบัญชีกลาง 


Share:

คณะผู้บริหารโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เข้าพบ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ณ มูลนิธิรัฐบุรุษ มอบทุน “สานใจไทย” สนับสนุนเยาวชนสู่บุคลากรสุขภาพคุณภาพของประเทศ

กรุงเทพมหานคร – คณะผู้บริหารจากโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ (The Parents Training School) ภายใต้บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด เข้าพบ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ณ มูลนิธิรัฐบุรุษ เพื่อมอบทุนการศึกษา “สานใจไทย” สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต
ในโอกาสนี้ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ได้มอบทุนการศึกษา “สานใจไทย” จำนวน 40 ทุน ทุนละ 40,000 บาท รวมมูลค่า 1,600,000 บาท เพื่อสนับสนุนเยาวชนให้เข้าศึกษาในหลักสูตรด้านการบริบาลสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสายอาชีพที่มีความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะวิชาชีพ และส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและระบบสุขภาพของประเทศต่อไป

หลักสูตร Caregiver Plus เป็นหลักสูตรที่ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพด้านสุขภาพ เน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมการดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพ การช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลิกภาพ จริยธรรม และทักษะการสื่อสาร พร้อมเพิ่มเติมความรู้ด้าน “ภาษาอาหรับพื้นฐาน” และ “หลักศาสนาอิสลามเพื่อสุขภาพ” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดูแลผู้รับบริการได้อย่างเข้าใจและเหมาะสมกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม

หลักสูตร Caregiver Plus เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักจุฬาราชมนตรี, โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์, สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, สมาคมแพทย์มุสลิมแห่งประเทศไทย และศูนย์ภาษาอาหรับกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก

เมื่อสำเร็จการศึกษา ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตร 3 ใบ ได้แก่

1. ประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง

2. ประกาศนียบัตรภาษาอาหรับพื้นฐาน

3. ประกาศนียบัตรหลักศาสนาอิสลามเพื่อสุขภาพ

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวชื่นชมความตั้งใจของโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพแก่เยาวชน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เยาวชนมีทั้งความรู้ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

คณะผู้บริหารที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย

ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด

นายแพทย์วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด และที่ปรึกษาหลักสูตร Caregiver Plus

ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์

ดร.สราวุธ และซัน ผู้อำนวยการหลักสูตร ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรีและผู้อำนวยการหลักสูตร Caregiver Plus

กภ.อริสรา มะโนเที่ยง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ

ขณะที่ฝ่ายมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” มีผู้บริหารระดับสูงร่วมให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต เลขาธิการมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอาชีพให้กับเยาวชน เพื่อให้สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเข้าใจ และความยั่งยืนในระยะยาว

โครงการทุน “สานใจไทย” จึงไม่เพียงเป็นการมอบทุนการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อความหวัง สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดประตูสู่อนาคตที่มั่นคงให้กับเยาวชนไทย ผ่านการศึกษาและวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจบริการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ตั้งอยู่อาคารจรรโลงบุตร ซอยลาดพร้าว 102 ประมาณ 450 เมตรจากถนนลาดพร้าว หากสนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลได้ที่ โทรศัพท์ 02 539 3318 ต่อ 204 , 081-248-0963 หรือติดต่อผ่านช่องทาง Line@ : @theparentsschool และ FacebookPage: https://www.facebook.com/share/19LpkLYKmN/?mibextid=wwXIfr หรือ www. theparents.com

Share:

นักวิ่งไทย-เทศ 2.1 หมื่นจาก 58 ประเทศแห่สมัครพัทยามาราธอน2026 ผู้ว่าเมืองชลฯ ไฟเขียวนายกพัทยาจัดเต็ม คาดเงินสะพัดแตะ 300 ล้าน



ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก
นำทีมแถลงข่าวประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2569 รายการ อะเมซิ่งไทยแลนด์พัทยามาราธอน 2026 บาย มาม่า กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26-27 กันยายน 2569 โดยมีจุดปล่อยตัว-เส้นชัย ณ เทอมินอล 21 พัทยา ถนนพัทยาเหนือ จังหวัดขลบุรี นายกเมืองพัทยาเผยยอดผู้สมัครทะลุเป้า คาดสร้างรายได้เข้าเมืองพัทยาไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท ด้านผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน รายงานสรุปยอดผู้สมัครแข่งขันทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 33 ปี หลังจากเปิดระบบรับสมัครภายใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ด้านตำรวจภูธรภาค 2 เตรียมออกข้อบังคับปิดการจราจร 100% ในช่วงแข่งขันทั้งสองวัน

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ณ ห้องนภาลัย D โรงแรมดุสิตธานีพัทยา นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติ รายการ Amazing Thailand Pattaya Marathon 2026 presented by MAMA โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, พันตำรวจเอก เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา, นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ บริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด, สมาชิกเมืองพัทยา, กลุ่มผู้สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ที่มาร่วมในงานแถลงข่าวอย่างคับคั่ง

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “พัทยามาราธอน ถือเป็นมหกรรมกีฬามวลชนที่ยิ่งใหญ่ มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 33 ปี ตนถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีประจำปีของจังหวัดชลบุรี ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวันไหลหรือเทศกาลวันปีใหม่ โดยในปีนี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนายกเมืองพัทยาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะทำการยกระดับมาตรฐานของการแข่งขันไปสู่ระดับโลกให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายให้พัทยามาราธอน เป็นหนึ่งในมาราธอนที่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาร่วมการแข่งขันมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้เมืองพัทยามีขีดความสามารถในการจัดงานสูงสุด และด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองพัทยา ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบสาธารณูปโภคที่ดีที่สุดในภูมิภาคตะวันออก ประกอบกับความตั้งใจของผู้บริหารเมืองพัทยาที่ต้องการจะยกระดับของการแข่งขันจากระดับประเทศไปสู่ระดับโลกให้ได้นั้น จังหวัดชลบุรีจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า "พัทยามาราธอน จะได้รับการยอมรับจากนักวิ่งทั่วโลก ว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า “ปีนี้ พัทยามาราธอนจัดล่าช้ากว่าปกติ เพราะติดการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในช่วงแข่งขันพอดี จึงมีการเลื่อนจัดงานมาเป็นช่วงเดือนกันยายนแทน ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่าตนได้รับตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นสมัยที่สอง ก็ถือว่าสามารถเข้ามาสานต่อการทำงานจากท่านปลัดฯ ได้ทันที โดยหลังจากเข้ามารับตำแหน่งตนก็กำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินงานเต็มที่ ซึ่งเมื่อได้รับทราบว่า เมืองพัทยาได้ผู้จัดเป็นทางไทยแลนด์ไตรลีก ซึ่งถือว่าเป็นผู้จัดอันดับหนึ่งของประเทศ มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ทำงานกับเมืองพัทยามายาวนาน ทำให้ตนมีความสบายใจมากขึ้น และจากรายงานสรุปความพร้อมในด้านต่างๆ จากผู้อำนวยการจัดงานฯ หรือ Race Director ทำให้ทราบว่ามีผู้สนใจแห่สมัครกันอย่างคับคั่ง และทราบว่า “Sold Out” ไปภายในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมียอดจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก และด้วยองค์ประกอบในความพร้อมด้านต่างๆ ของเมืองพัทยา อาทิ จำนวนห้องพักที่มีจำนวนมาก, ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน, แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิ่งจำนวนมากตัดสินใจมาร่วมแข่งขันในรายการนี้ ทำให้ปัจจุบัน “พัทยามาราธอน” นั่งแท่นเป็นมหกรรมวิ่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกอย่างเต็มตัว”

“ในโอกาสนี้ ตนใคร่ขอความร่วมมือจากชาวเมืองพัทยาทุกท่าน ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการต้อนรับนักวิ่ง จำนวน 2 หมื่นกว่าคน และผู้ติดตามอีกกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนร่วม 4 หมื่นคน ที่จะเดินทางเพื่อมาร่วมการแข่งขันจากทั่วประเทศ และอีก 58 ประเทศทั่วโลก ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 26-27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ตน

มั่นใจว่าการแข่งขันรายการนี้ จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองพัทยาเป็นอย่างมาก และจะเป็นการตอกย้ำในศักยภาพด้านการจัดงานระดับ World Event ของเมืองพัทยาได้เป็นอย่างดี”

นายกเมืองพัทยากล่าวทิ้งท้าย

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ตนได้รับการมอบหมายจาก พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้มาร่วมในงานแถลงข่าวพร้อมด้วย พ.ต.อ. เอนก สระทอง ผู้กำกับ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการฯ เห็นว่าการจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นงานมาราธอนในระดับโลก ที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศและเมืองพัทยา อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้กำชับตนให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลนักวิ่งและประชาชนทั่วไปในด้านความปลอดภัยและการจราจรช่วงการแข่งขัน ทั้งนี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้มีการประชุมกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจในส่วนของการบริหารจัดการด้านการจราจรบนพื้นที่แข่งขันในโซนต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง จนมีความมั่นใจว่าจะสามารถกำกับดูแลการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำเรียนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อทราบ และได้ขออนุมัติออกข้อบังคับปิดการจราจร ในช่วงการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ถึงเวลาประมาณ 09:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. และในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ถึงเวลาประมาณ 11:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะมาราธอน 42.195 กม. และระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. โดยรายละเอียดทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเมืองพัทยาจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป ตนจึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการจราจรบนเส้นทางแข่งขัน ในวันและเวลาที่กำหนด”

นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมืองพัทยา มีศักยภาพและความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของทวีปเอเชีย มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีคุณภาพ มีจำนวนห้องพักมากกว่า 100,000 ห้อง ทำให้เมืองพัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ททท. ขอชื่นชมเมืองพัทยาที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องในตลอดทุกๆ สัปดาห์ จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากการคำนวณตัวเลขด้านการท่องเที่ยว ตนคาดว่าการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์ พัทยามาราธอน” ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแก่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี ได้มากกว่า 288 ล้านบาท ตนเชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และหวังว่าผู้เข้าแข่งขันและผู้ร่วมงานจำนวน 4 หมื่นคน จะได้รับความสุขและความประทับใจจากการต้อนรับของชาวเมืองพัทยาและชาวจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ 

นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยแลนด์ไตรลีก ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “จากยอดผู้สมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เต็มจำนวน 21,727 คน เป็นนักวิ่งชาย จำนวน 13,470 คน นักวิ่งหญิง จำนวน 8,257 คน หลังจากเปิดระบบรับสมัครไปเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะปีนี้ พัทยามาราธอนได้เลื่อนการจัดงานจากกลางเดือนกรกฎาคม ไปเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน ทุกๆ คนก็คาดว่า นักวิ่งจะมาสมัครกันน้อย แต่ที่ไหนได้ เมื่อตนเปิดระบบรับสมัคร จำนวนสลอตกลับเต็มอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น) ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองพัทยา ที่มีผู้สมัครมากกว่า 21,000 คน เป็นรายการวิ่งที่มีผู้สมัครมากที่สุด เป็นอันดับที่ 3 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออก”

“เส้นทางแข่งขันของปีนี้ จะเหมือนปีที่ผ่านๆ มา โดยนักวิ่งทุกคน จะได้มีโอกาสวิ่งเลียบชายหาดของเมืองพัทยา, วิ่งผ่าเมือง และวิ่งเลียบชายหาดจอมเทียน ซึ่งถือว่าเป็นรายการวิ่งมาราธอนที่ได้วิ่งเลียบชายหาดที่ยาวที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ ยังกำหนดจุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ ซึ่งสามารถรองรับนักวิ่งเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งยังมีความพร้อมในเรื่องที่จอดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ มากมาย”

การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะจัดขึ้น 2 วัน คือวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 เป็นการแข่งขันระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. มีผู้แข่งขันในวันแรก (เสาร์ที่ 26 กย) จำนวน 10,964 คน และวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 เป็นการแข่งขัน ระยะ 42.195 กม. และระยะ 21.1 กม. อีกจำนวน 10,763 คน จากข้อมูลของการรับสมัคร มีจำนวนนักวิ่งและผู้ติดตามเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้มากถึง 39,323 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก โดยจะเปิดให้รับอุปกรณ์และเบอร์แข่งขันได้ตั้งแต่วันพฤหัสที่ 24 กันยายน 69 เป็นต้นไป ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ รายละเอียดของการแข่งขันศึกษาได้ทาง www.pattayamarathon.go.th” นายกอบเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง การแข่งขันในรายการ AMAZING THAILAND PATTAYA MARATHON 2026 presented by MAMA จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33 มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 21,727 คน รวมผู้ติดตามเป็นจำนวน 39,323 คน คณะกรรมการจัดงานฯ ใช้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวน 4,500 อัตรา คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งทางตรง และทางอ้อมมากกว่า 288 ล้านบาท โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะมาราธอน 42.195 กม. ปล่อยตัวเวลา 03.30 น. สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 10.30 น. มีจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 2,983 คน ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ปล่อยตัวเวลา 05.10 น. สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 08.40 น. มีจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 7,780 คน ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 ส่วนระยะ 10 กม. ปล่อยตัวเวลา 05.45 น.จำนวน 7,999 คน และระยะ 4.5 กม. จำนวน 2,965 คน จะปล่อยตัวเวลา 06.25 น. (วีลแชร์) และเวลา 06.30 น. (วิ่งแฟมิลี่รัน) ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 08:00 น. โดยจุดปล่อยตัวและเส้นชัย ณ วงเวียนปลาโลมา ถนนพัทยาเหนือ หน้าศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จัดโดยเมืองพัทยา ร่วมกับ จังหวัดชลบุรี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกรีฑาโลก, ตำรวจภูธรภาค 2 และไทยแลนด์ไตรลีก

สนับสนุนโดย มาม่า, โตโยต้า, เครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์, หลักทรัพย์บัวหลวง, ผลิตภัณฑ์น้ำมันมวย, ผลิตภัณฑ์คอร์ นิวทริชั่น, อีโก้สปอร์ต, เทอร์มินอล 21 พัทยา, โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.pattayamarathon.go.th หรือทางเฟสบุ๊ค: Pattaya Marathon

Share:

เพชรบุรีต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม จัดงานเทศกาลหุ่นเงาโลก เชิดชูหนังตะลุงเมืองเพชร 11 – 13 กันยายน 2569 นี้ ณ วัดบุญทวี

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ณ ลานวัดบุญทวี (วัดถ้ำแกลบ) อ.เมือง จ.เพชรบุรี นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดเทศกาลหุ่นเงาโลก จังหวัดเพชรบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ดร.วีระศักดิ์ พลมณี ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี นางสาวประทิน พูลนิล วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยคณะหัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เครือข่ายสภาวัฒนธรรม คณะนายหนังตะลุงเมืองเพชรบุรี ร่วมพิธีเปิดงาน

นางสาวประทิน พูลนิล วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ศิลปะหุ่นเงา ทั้งหนังตะลุงและหนังใหญ่ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า สะท้อนความสามารถของบรรพชนในการผสานงานช่าง วรรณกรรม ดนตรี การพากย์ และศิลปะการแสดงเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นสื่อที่ถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุนี้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรีจึงได้จัด “เทศกาลหุ่นเงาโลก จังหวัดเพชรบุรี” ระหว่างวันที่ 11 - 13 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมด้านศิลปะหุ่นเงา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ศิลปิน ครูภูมิปัญญา ชุมชน และผู้ประกอบการได้เรียนรู้ สร้างสรรค์ และมีส่วนร่วม

ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแสดงหุ่นเงา การแสดงหนังตะลุงของจังหวัดเพชรบุรีจำนวน 30 คณะ การแสดงศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการ “เล่นเงา เล่าโลก” การสาธิตและถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำตัวหนัง กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และตลาดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมสามารถสร้างคุณค่า สร้างโอกาส และสร้างรายได้แก่ชุมชน

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเทศบาลเมืองเพชรบุรี ซึ่งได้บูรณาการร่วมกัน สนับสนุนการจัดพื้นที่ร้านอาหารกว่า 50 ร้าน เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ นับเป็นความร่วมมือที่สะท้อนพลังของภาคีเครือข่ายในการร่วมขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของจังหวัด และจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำให้ “หุ่นเงา” ทั้งหนังตะลุงเมืองเพชรที่มีมากว่า 30 คณะ และหนังใหญ่เมืองเพชรบุรีเป็นมรดกที่มีชีวิต ที่คนทุกวัยสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และร่วมสืบสาน พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัดเพชรบุรีอย่างยั่งยืน.

#เทศกาลหุ่นเงาโลก #เพชรบุรี #วัดบุญทวี #หนังตะลุงเมืองเพชร

Share:

ททท. ขับเคลื่อน “THAI T’REASURES” ต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่สากล ปักหมุดประเทศไทยสู่ จุดหมายปลายทาง Fashion Tourism ระดับโลก

วันนี้ (9 กันยายน 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน บูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) แบรนด์ดีไซเนอร์ นักออกแบบรุ่นใหม่ ศิลปิน นิสิตนักศึกษา และผู้ประกอบการผ้าไทย ร่วมถ่ายทอดคุณค่าของผ้าไทย อัญมณี งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “THAI T’REASURES” หรือ “ของดีประเทศไทย” สู่ภาพลักษณ์ใหม่ของ “แฟชั่นไทยเท่” ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สวมใส่ได้จริง และต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ไทยสู่เวทีโลก 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการนำทุนวัฒนธรรมไทย ทั้งผ้าไทย อัญมณี งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาจากท้องถิ่น ซึ่งล้วนมีเรื่องราวและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มาต่อยอดผ่านแฟชั่นและการออกแบบร่วมสมัย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความสนใจของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อสร้างมุมมองใหม่ต่อ “ของดีประเทศไทย” และทำให้เรื่องราวของทุนวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวในรูปแบบร่วมสมัยและจับต้องได้ ตลอดจนสะท้อนศักยภาพของแฟชั่นไทยในฐานะส่วนหนึ่งที่สำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยว 

สำหรับโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม โดยภายในงานนำเสนอแฟชั่นไทยผ่านหลากหลายรูปแบบ ทั้งแฟชั่นโชว์ นิทรรศการ การจัดแสดงสินค้า และผลงานออกแบบที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน โดยวันที่ 18 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากการรวมพลัง 8 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำ ได้แก่ KLOSET, JANESUDA, Painkiller Atelier, RAPEE, Maison Wonder Anatomie, SANGBOON, THITHA และ Made by Hotcake ภายใต้แนวคิด “365 แฟชั่นไทยเท่ได้ทุกวัน” ร่วมกับศิลปิน MEYOU – มิว ชิษณุชา ถ่ายทอดผ้าไทยและอัญมณีไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในทุกโอกาส ทั้งวันทำงาน วันพักผ่อน การเดินทาง และงานสังคม วันที่ 19 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนักออกแบบรุ่นใหม่ อาทิ Warinnaya, Marionsiam และ Clothear ร่วมกับนักแสดงจากช่อง ONE31 ได้แก่ เพิร์ล ศัจกร และพีค ภีมพล เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้นำเสนอแนวคิดและผลงานสู่ผู้ชมในวงกว้าง และวันที่ 20 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนิสิตนักศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่น จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับศิลปินวง COMPASS และนักดนตรีระนาดร่วมสมัย Finotheranad ถ่ายทอดศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่านการตีความทุนวัฒนธรรมในมุมมองร่วมสมัย 

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแฟชั่น “WEAR THE DESTINATION” นำเสนอเรื่องราว แรงบันดาลใจ และอัตลักษณ์ของผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “10 Textile Journey Across Thailand – 10 เส้นทาง พาเที่ยวไทย” ผ่านเทคโนโลยีจอ Touch Screen ที่ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ข้อมูลและเรื่องราวของผ้าไทยในแต่ละเส้นทาง พร้อมเชื่อมโยงผืนผ้าเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงสินค้าแฟชั่นไทยร่วมสมัยและเครื่องประดับ จากผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ แสงบุญ จังหวัดเชียงใหม่ ธนณันงานฝ้าย จังหวัดเลย และ RAYA BATIK จังหวัดปัตตานี ถ่ายทอดความหลากหลายของงานออกแบบและภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่สู่ผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ TAT × THAI DESIGNER COLLABORATION การร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ระหว่าง ททท. และนักออกแบบไทย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ RAVIPA กับคอลเลกชันเครื่องประดับพญานาค “Faith to Fashion” ที่นำความเชื่อและศรัทธามาต่อยอดสู่แฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, PREMIUM POPS × TRK กับผ้าและหมวกแฟชั่นมัลติฟังก์ชันจากลวดลายศิลปะไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “Art to Journey” และ THITHA กับต้นแบบชุดจากเศษเปลือกรังไหม ภายใต้แนวคิด “Waste to Worth” ที่นำวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นแฟชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน สะท้อนการนำความเชื่อ ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และแนวคิดด้านความยั่งยืน มาพัฒนาเป็น Tourism Lifestyle Product ที่ใช้งานได้จริงและมีเรื่องราว เชื่อมโยงมิติด้านแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต 

“THAI T’REASURES คือของดีประเทศไทยที่ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจ แต่ยังสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของไทยสู่เวทีโลกผ่านงานออกแบบร่วมสมัยได้ แฟชั่นจึงไม่ได้เป็นเพียงสินค้า หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเรื่องราวของผืนผ้า งานหัตถศิลป์ ภูมิปัญญา ผู้คน และชุมชน เชื่อมโยงจากแหล่งกำเนิดสู่จุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางไปสัมผัสเรื่องราวและวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” 

ทั้งนี้ โครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” มุ่งส่งเสริม “Fashion Tourism” หรือ “การท่องเที่ยวผ่านแฟชั่น” ด้วยการเชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับวัตถุดิบ แหล่งผลิต ช่างฝีมือ ชุมชน และจุดหมายปลายทาง เพื่อเปลี่ยนสินค้าให้เป็นประสบการณ์การเดินทาง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท. ในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ใหม่ของ “แฟชั่นไทยเท่” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมผ่านแฟชั่นและการออกแบบร่วมสมัย โดย ททท. คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน “Fashion Tourism” ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

Share:

กรมบังคับคดี ชู “LED Smart Partner” ใน Money Expo Rayong 2026 ช่วยประชาชนแก้หนี้อย่างเป็นระบบ

กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ประกาศความพร้อมในการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการเงินครั้งสำคัญของภาคตะวันออก Money Expo Rayong 2026 ภายใต้คอนเซปต์ “LED Smart Partner” มุ่งเน้นการเป็นคู่คิดอัจฉริยะที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องหนี้ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงคำปรึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างเหมาะสม เพื่อก้าวสู่การเริ่มต้นใหม่ทางการเงินที่มั่นคงกว่าเดิม🤝✨

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่หลายคนต้องเผชิญกับภาระหนี้สิน กรมบังคับคดีพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยในการคลี่คลายปัญหา โดยภายในงานจะมีบริการให้คำปรึกษาครอบคลุม 3 ด้านหลัก​ได้แก่⚖️ให้ความรู้ ไขข้อสงสัยด้านกฎหมายและการบังคับคดี

📖 คลี่คลายหนี้สิน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

💰สร้างความมั่นคงระยะยาว ให้ความรู้และแนวทางในการวางแผน เพื่อสร้างวินัยและเสถียรภาพทางการเงิน

พบกันที่ Money Expo Rayong 2026

✨พิเศษ! ครั้งสุดท้ายที่กรมบังคับคดีจะมาร่วมงาน Money Expo ที่จังหวัดระยอง🌊🌴

กรมบังคับคดีขอเชิญชวนประชาชนชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมงานกันให้มากที่สุด! หากมีข้อสงสัยเรื่องหนี้ กฎหมาย หรือกำลังมองหาทางออก แวะมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ที่บูธกรมบังคับคดี พร้อมก้าวสู่การเริ่มต้นใหม่ทางการเงินอย่างมั่นคงไปด้วยกัน 🩷✨

📅 วันที่: 4 – 6 กันยายน 2569

⏰ เวลา: 10.00 – 20.00 น.

📍 สถานที่: ลานกิจกรรม เซ็นทรัล ระยอง

อย่าพลาด! มาพบกันให้ได้ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายที่กรมบังคับคดีจะมาพบกับพี่น้องประชาชนชาวระยองในงาน Money Expo

“กรมบังคับคดี: คู่คิดที่ทำให้เรื่องซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย”

Share:

โครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569​ ภายใต้แนวคิด Power of New Gen : พลังคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม​ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ จัด “โครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “Power of New Gen : พลังคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก เยาวชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนเทศบาล 1 เยี่ยมเกษสุวรรณ จังหวัดสมุทรปราการ 

นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยมี นางสาวเกษแก้ว พราหมณ์ตะขบ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสิ่งแวดล้อมกล่าวรายงาน พร้อมด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรม


หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสิ่งแวดล้อม
กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งปัญหาขยะมูลฝอย มลพิษ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คุ้มค่า 


การสร้างความรู้และจิตสำนึกตั้งแต่เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นกลุ่มพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต “โครงการการนี้มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับวัย พร้อมทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชน” 

ด้าน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่​ ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลง จึงต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมทั้งการเรียนรู้ การคิด และการลงมือปฏิบัติ “การดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะ ลดการใช้พลาสติก ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และช่วยกันรักษาความสะอาดในบ้าน โรงเรียน และชุมชน หากทุกคนร่วมมือกัน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้” 

สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ มีกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ กิจกรรมบรรยายสร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมเกมและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจในการนำไปปฏิบัติจริง

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ มุ่งหวังให้โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คนรุ่นใหม่ พร้อมส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสถานศึกษา ครอบครัว และชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างจังหวัดสมุทรปราการให้เป็นเมืองน่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป






Share:

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Recent Posts

ค้นหาบล็อกนี้

Contact Us ::

📲 (+66) 095 469 4415
✉️ Insightoutstory@gmail.com

Add Line📲 Click 👇👇

Translate

🚉 ช.ส.ท.พาเที่ยว นครฯ

Review By Nichapa

POPULAR NEWS

Fanpage Facebook

ป้ายกำกับ

คลังบทความของบล็อก